“ป้าสนอง”ยื่นหนังสือ ถึง “อนุทิน” ปมถูก จนท.รัฐ กดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยมิชอบ กลั่นแกล้ง ปักป้ายยึดที่ดิน

“ป้าสนอง”ยื่นหนังสือ ถึง “อนุทิน” ปมถูก จนท.รัฐ กดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยมิชอบ กลั่นแกล้ง ปักป้ายยึดที่ดิน

“ป้าสนอง”ยื่นหนังสือ ถึง “อนุทิน” ปมถูก จนท.รัฐ กดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยมิชอบ กลั่นแกล้ง ปักป้ายยึดที่ดิน ที่ผ่านพิสูจน์สิทธิและครอบครองทำกินแล้ว ชี้ขัดต่อนโยบายรัฐบาล

“ป้าสนอง”ยื่นหนังสือ ถึง “อนุทิน” ปมถูก จนท.รัฐ กดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยมิชอบ กลั่นแกล้ง ปักป้ายยึดที่ดิน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นางสนอง พลวิเศษ ชาวบ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง พร้อมนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ผ่านตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ถึงนายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีที่นางสนอง พลวิเศษ ชาวบ้าน ร้องขอความเป็นธรรม เพื่อขอให้ช่วยเหลือนางสนอง พลวิเศษ กรณี ถูกนิคมสร้างตนเอง จังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมกันกระทำจงใจ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำคุกคาม กดขี่ข่มเหง ทำให้เกิดความหวาดกลัวให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต กระทบต่อความเป็นอยู่และกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของตนเอง ที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิและตรวจสอบแล้ว ว่า เป็นที่ดินของนางสนอง พลวิเศษ โดยนายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองในขณะนั้น แจ้งผลการตรวจสอบให้นางสนองฯ ทราบแล้ว โดยต่อมาเมื่อนางกชพรรณ จริยธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงปัจจุบัน กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ใช้อำนาจโดยกลั่นแกล้ง กดขี่ข่มเหง โดยไม่ปฏิบัติผลตามผลตรวจพิสูจน์ที่ดินของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบที่ดินว่านางสนองฯ เป็นผู้ครอบครองที่ดินและและทำประโยชน์ทั้งแปลง

ในคำร้องขอความเป็นธรรม ระบุว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 นางกชพรรณ หรือฝน เจ้าพนักงานธุรการ ชำนาญงานในขณะนั้น ใช้อำนาจ ข่มขู่ จะยึดที่ดินและทำบันทึกถ้อยคำแบ่งแปลงที่ดินให้นายกฤษดา โชติวาณิชกุล นักการเมืองท้องถิ่น และอดีตนายก อบต.แห่งหนึ่ง โดยทำนิติกรรมแบ่งที่ดินกึ่งหนึ่งด้านติดคลองให้แก่นายกฤษดา โชติวาณิชกุล กึ่งหนึ่ง และแจ้งว่า ไม่ต้อง มาติดต่อนิคมสร้างตนเองระยอง 5 ปี ทำให้นางสนองฯ เข้าใจโดยสุจริตว่า ตนจะถูกยึดที่ดิน เพราะขาดความรู้ความเข้าในกฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และเกรงกลัวอำนาจและอิทธิพลของบุคคลทั้งสองกับพวก โดยมีนายสมคิด ชัยพฤกษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง ซึ่งเป็นบริวารและเครือข่ายของนายกฤษดา โชติวาณิชกุล นักการเมืองท้องถิ่น ทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ เป็นเหตุให้นายกฤษดา โชติวาณิชกุล คัดค้านในที่ดินที่ป้าสนองฯ ครอบครอง โดยนายสมคิด ชัยพฤกษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ ในขณะนั้น ไม่ลงนามปกครองท้องที่ให้ ทำให้เป็นสารตั้งต้นให้นางสนอง ติดตามที่ดินของตนเองอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางกชพรรณ จริยธรรม ผู้ปกครองนิคมจังหวัดระยอง ออกหนังสือให้นางสนองฯห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของตนเอง และปักป้ายทับซ้อนที่นางสนองฯปักป้ายเป็นที่ดินส่วนบุคคลห้ามบุกรุก โดยนางสนองฯ ไปกล่าวโทษดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกฯและทำให้เสียทรัพย์ กับ พนง.สอบสวน สภ.ปลวกแดง โดยอยู่ระหว่างสืบหาตัวผู้กระทำผิด ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นางสนองฯยื่นหนังสือคัดค้านโดยออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะใช้ดุลพินิจขัดกับหลักการพิสูจน์สิทธิ ตามหนังสือแจ้งยอดกล่าวหาของนายสว่างพงศ์ฯ ในปี 2563

แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเอง ประวิงการรับหนังสือ โดยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง โดยไม่ปฎิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสารบรรณฯ โดยจงใจเขียนรับต้นฉบับในสำเนา โดยไม่นำเข้าสู่ระบบราชการ โดยประทับเลขรับหนังสือ ลงชื่อเจ้าหน้าที่ และลงวันที่ให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทางราชการ จึงต้องเดินทางมายื่นหนังสือถึงท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มท.

นางสนอง ฯกล่าวว่า ตนได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส ตรอมใจเพราะถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมหัวกับบุคคลอื่นโดยขัดขวางทุกช่องทาง ทำให้มีผลกระทบต่อจิตใจ ทนทุกข์ทรมาน โดยฆ่าตัวตายหลายครั้ง สะสมความเครียดทำให้โรครุมเร้าเพราะอายุมากแล้ว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน ทำให้น้ำตาลสูง ทำให้การลุกลามไปยังเท้า ลุกลาม เน่า เปื่อย จนแพทย์ต้องตัดขา เพื่อรักษาชีวิต จนตกเป็นผู้พิการ ทำให้กระทบต่อความเป็นอยู่ ในการดำรงชีพ เพราะเกรงกลัวคำขามขู่ บังคับ ขู่เข็ญ เจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองกับพวก ไม่คิดว่าราชการไทย จะเป็นมาเฟีย หากินกับที่ดินชาวบ้านตาดำๆ ไม่มีทางต่อสู้กับอำนาจรัฐ ตนต้องมาขอพึ่งบารมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะตนถูกรังแก จนไม่มีที่ดินทำกิน และตนไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขในการที่นิคมจะออกหนังสือนรับรองการเข้าทำประโยชน์ หากนางสาวกขพรรณ หรือฝนกับพวก ไม่ก่อให้เกิดขึ้น ตนได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากนิคมสร้างตนเองไปนานแล้ว” นางสนองกล่าว

นางสนอง ยังกล่าวอีกว่า ทำไมต้องมาหากินบนหลังคนจน ทำนาบนหลังคน ในเมื่อใช้กระดาษตราครุฑ ทำแบ่งที่ดินพร้อมข่มขู่ไปด้วย มีใครชาวบ้านตาดำๆ จะไม่กลัว ขณะนี้ ตนเป็นผู้พิการ ต้องให้บุตรชาย ทำประโยชน์ในทีดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากยางพาราที่มีอยุ 20 กว่าปี ประทังชีวิต เพราะทำเกษตรกรรมมีรายได้ช่องทางเดียว ตนเป็นคนพื้นที่แต่กำเนิดและครอบครองทำประโยชน์ก่อนที่ พ.ร.บ. จัดทีดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ใช้บังคับ โดยครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน หากนางกชพรหรือฝน ไม่ทำสัญญา เป็นสารตั้งต้น ปัญหาวันนี้คงไม่เกิด

“นางกชพรรณ ไม่น่าจะมากดขี่ ข่มเหง ซ้ำเติมคนพิการอย่างตนเองอีกเลย หลังจากยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว จะไปยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยจะร้องกล่าวโทษคดีวินัยร้ายแรง จากนั้นจะเดินทางไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ปปป. ) กองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับนางกชพรรณ จริยธรรมกับพวก ในความผิดอาญาต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการต่อไป” นางสนองกล่าวทิ้งท้าย

ใหม่ อิทธิพันธ์ บัวทอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย อดีตบรรณาธิการบริหารข่าวช่อง 8 RS mall หมายเลข 27 , อดีตบรรณาธิการบริหารสถานีโทรทัศน์ true4U ดิจิตอลทีวี, กรรมการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย อดีตผู้อำนวยการข่าว PostTV, อดีตบรรณาธิการข่าว TPBS อดีตรองผู้อำนวยฝ่ายข่าว TNN24 อดีตบรรณาธิการข่าวการเมืองสถานีข่าว TNN24 และASTV  อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์วัฏจักร