เช็กบิลตึกเถื่อน! “สว.กิติศักดิ์” กางแผน อนุกมธ.ตำรวจ สกัดทุนต่างชาติฮุบห้วยขวาง แนะสูตรปราบ งัดข้อกฎหมายล็อกเป้ากวาดล้าง

วันที่ 17 กันยายน 2569 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณา เกี่ยวกับโรงแรมและร้านอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือดำเนินการโดยตัวแทนอำพรางเจ้าของที่แท้จริง ตลอดจนรายงานต่างด้าวผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานเขตห้วยขวาง โดยมีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร สถานีตำรวจนครบาล และผู้แทนผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นครบาล 2 และนครบาล 4 เข้าร่วมชี้แจง
นายกิติศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงแรมและสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมในพื้นที่เขตห้วยขวาง มีด้วยกัน 61 แห่ง แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีโรงแรมและสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมที่มีใบอนุญาตของกรมการปกครอง แต่ไม่มีใบอนุญาตของสำนักงานเขต จำนวน 6 แห่ง โดยผู้ประกอบการอ้างว่าเข้าใจผิดคิดว่ามีใบอนุญาตจากกรมการปกครองแล้วก็จบ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งระงับกิจการชั่วคราวและให้มายื่นขออนุญาตให้ถูกต้อง

และที่น่าตกใจคือ มีโรงแรมอีก 2 แห่ง ที่ลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาตจากทั้ง 2 หน่วยงาน! โดยโรงแรมดังกล่าวขออนุญาตเป็นอาคารพาณิชย์พักอาศัยตั้งแต่ปี 2538 แต่กลับลักลอบดัดแปลงมาทำโรงแรม ซึ่งตนได้เสนอแนะให้ฝ่ายโยธาไป “ร้องทุกข์กล่าวโทษ” เรื่องการดัดแปลงอาคารและใช้อาคารผิดประเภทตามกระบวนการทางกฎหมายทันที
สว.กิติศักดิ์ ระบุว่า อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ “ทุนจีน” ที่เข้ามาเปิดร้านอาหารและซุปเปอร์มาร์เก็ตในเขตห้วยขวางถึง 118 แห่ง ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตถึงการปล่อยปละละเลยเรื่อง “ป้ายร้านภาษาจีน” ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แม้กระทั่งบนถนนใกล้กระทรวงวัฒนธรรม โดยไม่มีภาษาไทยกำกับ
แม้ทางเขตจะชี้แจงว่า เอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า โดยเฉพาะดราม่าที่มีอินฟลูเอนเซอร์ไปกินอาหารในเขตห้วยขวาง แต่ร้านปฏิเสธรับเงินบาท และให้สแกนจ่ายคิวอาร์โค้ดเป็น “เงินหยวน” เท่านั้น แม้เขตจะลงพื้นที่ตรวจสอบและอ้างว่าไม่พบการกระทำผิดแล้ว แต่ยอมรับว่าบางร้านมีชื่อคนไทยเป็นเจ้าของในใบอนุญาต แต่คนดูแลร้านกลับเป็นคนจีน ซึ่งเบื้องต้นได้แค่ “ตักเตือน” ไปก่อน

ด้านพล.ต.ต. ชยุต มารยาทตร์ อนุกรรมาธิการ เปิดเผยว่า สิ่งที่รับไม่ได้คือการลักลอบทำธุรกิจ “นวดแผนไทย” ซึ่งเป็นอาชีพสงวนของคนไทย แต่ป้ายหน้าร้านกลับเป็นภาษาจีนทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามตัวโตว่า เจ้าของที่แท้จริงคือใครกันแน่? และการนำคนจีนมายืนขายของหน้าร้านถือเป็นการแย่งอาชีพคนไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ต้องเร่งจัดระบบให้โปร่งใส ก่อนที่ รมช.มหาดไทย (มท.2) จะลงพื้นที่จัดหนักอีกรอบ
“ผมเป็นคนไทยและรักประเทศไทย ทุกวันนี้เห็นคนจีนมาเอาเปรียบคนไทย ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของแผ่นดินไทย จนถูกเรียกว่า ‘มณฑลห้วยขวาง’ ซึ่งมันก็พอจะฟังได้ เพราะถนนหลายสายมีแต่คนจีนเต็มไปหมด” พล.ต.ต. ชยุต กล่าว
นอกจากนี้ สว.กิติศักดิ์ ยังกล่าวว่า หลังจากคณะอนุกรรมาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่กดดันอย่างหนัก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันร้านของชาวจีนในมณฑลห้วยขวาง ได้ปิดตัวลงไปแล้วถึง 80-90% แม้แต่ร้านหมาล่าขนาดใหญ่ที่เคยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ปัจจุบันพบว่ามีการเปลี่ยนมือเจ้าของทุก 6-8 เดือน สุดท้ายก็ขาดทุนและต้องปิดกิจการไปในที่สุด ทำให้สภาพพื้นที่บริเวณถนนรัชดาฯ และห้วยขวางในขณะนี้ “เงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด” แม้กระทั่งสถานบันเทิงรายใหญ่ที่มีใบอนุญาตถูกต้องมานานกว่า 20-30 ปี จากจำนวน 13 แห่ง ปัจจุบันเหลือเปิดให้บริการจริงเพียงแห่งเดียว ส่วนที่เหลืออีก 12 แห่ง ปิดกิจการไปแล้วแต่ยังคงรักษาสถานภาพใบอนุญาตไว้เท่านั้น

ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวสัญชาติอื่นๆ ก็ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะเหลือเพียงแรงงานชาวจีนที่ลักลอบเข้ามาเป็น “กุ๊ก” ทำอาหารอยู่หลังร้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและตำรวจได้ลงพื้นที่กวาดล้างและจับกุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์
ทั้งนี้ทางอนุกรรมาธิการได้แนะตำรวจในพื้นที่ว่า จะพิสูจน์ทราบนอมินีจะดูแค่เอกสารจดทะเบียนการค้าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะกลุ่มทุนจีนย่อมไม่เอาชื่อตัวเองมาเสี่ยงจดทะเบียนให้ถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินแน่นอน พร้อมยกตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์อย่าง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” บริษัทโอเอ ที่เคยเป็นคดีใหญ่โต แต่การพิสูจน์เส้นทางการเงินนั้นซับซ้อนมาก จนสุดท้ายศาลยกฟ้อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายกว่าพันล้านบาท ดังนั้นการสืบสวนเรื่องนอมินี ทุนจีนที่กำลังลุกลามจากมักกะสัน ไปยังพญาไท และดินแดง จึงต้องทำอย่างรัดกุมและมีข้อมูลเชิงลึกที่แน่นหนาพอ พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยให้บังคับใช้ พ.ร.บ.สถานบริการ อย่างเคร่งครัด ด้วยการจัดเก็บประวัติพนักงานทั้งคนไทยและต่างด้าวไว้ที่ร้าน 1 ชุด และโรงพัก 1 ชุด เพื่อให้ง่ายต่อการสุ่มตรวจ พร้อมย้ำทิ้งท้ายไปถึงหน่วยงานระดับบนว่า ปัญหานี้หน่วยงานระดับท้องที่รับมือฝ่ายเดียวไม่ไหว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดึงหน่วยงานใหญ่อย่าง “กระทรวงมหาดไทย” ลงมาร่วมบูรณาการข้อมูลและกำลังพลอย่างจริงจัง เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้สังคมไทยต่อไป!

