จับตาแก๊งเทาย้ายฐานซบลาว-เมียนมา! อนุกมธ.ตำรวจ สกัดวิชามารลากเน็ต “สว.กิติศักดิ์” รุดอุดช่องโหว่ ชงข้อกม.มัดขบวนการข้ามชาติ

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาการดำเนินคดีกับขบวนการลักลอบเดินสายอินเทอร์เน็ตข้ามแดนเชื่อมโยงกับการส่งสัญญาณไปยังประเทศกัมพูชา โดยมีผู้แทนจากผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว สำนักงาน กสทช. และกรมเจ้าท่าเข้าร่วมชี้แจง ที่อาคารรัฐสภา
นายกิติศักดิ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากพลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ได้นำคณะลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วเพื่อติดตามจับกุมดำเนินคดีผู้ที่ลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปประเทศกัมพูชา และเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงก็พบว่า ขบวนการนี้ลักลอบลากสายไฟเบอร์ออปติกมาตั้งแต่ก่อนปี 2560 ซึ่งจุดที่ลากสายเป็นพื้นที่ความมั่นคงชายแดนที่อยู่ในการดูแลของทหาร ห้ามบุคคลทั่วไปหรือเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ แต่กลุ่มผู้กระทำผิดกลับใช้เล่ห์เหลี่ยมในคราบ “บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” อ้างว่าจะเข้ามาสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรร ทำให้สามารถนำเครื่องจักรหนักเข้ามาขุดเจาะวางระบบท่อตบตาเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ ก่อนที่โครงการดังกล่าวจะอันตรธานหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงสายสัญญาณที่ส่งตรงข้ามแดน ยิ่งไปกว่านั้น ขบวนการนี้มีการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ โดยใช้อินเทอร์เน็ตจากฝั่งกัมพูชา แต่เชื่อมต่อระบบ VPN เพื่อหลอกระบบ AI ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าเป็นการโอนเงินอยู่ภายในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นเส้นทางฟอกเงินและทำธุรกรรมของเว็บพนันออนไลน์และคาสิโนในฝั่งปอยเปต โดยขณะนี้ทางการกัมพูชาเตรียมกวาดล้างครั้งใหญ่ ทำให้คาดการณ์ว่าขบวนการสีเทาเหล่านี้เตรียมย้ายฐานปฏิบัติการไปเกาะตะเข็บชายแดนฝั่งเมียนมาและ สปป.ลาว แทน ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

จากปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง ตำรวจ และ กสทช. ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเจ้าหน้าที่บุกยึดตู้เซิร์ฟเวอร์ โดยผู้ถูกกล่าวหายอมรับสารภาพว่าลักลอบทำบริการ VPN ส่งสัญญาณให้คาสิโนฝั่งกัมพูชาจริง แต่ยังไม่พบสายสื่อสารข้ามแดน จนกระทั่งปฏิบัติการครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเชิงลึกจนพบ “การลากสายไฟเบอร์ออปติก” โดยทาง กสทช. ได้ใช้เครื่องมือพิเศษวัดระยะการใช้งาน ยืนยันชัดเจนว่าสายถูกลากข้ามพรมแดนไปยังฝั่งกัมพูชา และจุดที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตกระจุกตัวอยู่บริเวณพื้นที่ “บ่อนคาสิโน” ซึ่งตามกฎหมายไทย ไม่อนุญาตให้มีการประกอบกิจการให้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ การกระทำนี้จึงถือเป็นการลักลอบให้บริการโครงข่ายเถื่อนอย่างชัดเจน ส่วนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเป็นเพียงแค่ “นอมินี” ซึ่งทำกันเป็นขบวนการครอบครัว ภรรยาเป็นคนไปขอเช่าอินเทอร์เน็ตจาก 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ และยังคงจ่ายค่าบริการรายเดือนอยู่ ส่วนสามีเป็นผู้ลงมือวางระบบ

โดยทางทางตำรวจยืนยันว่า การลากสายข้ามชาติระดับนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ขณะนี้ตำรวจมีบันทึกการสืบสวนและรู้ตัวผู้ร่วมกระทำผิดรายใหญ่แล้ว แต่ยัง “ขยับตัวไม่ได้” เนื่องจากตำรวจไม่สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเองได้ ต้องรอให้ กสทช. ในฐานะผู้เสียหายโดยตรง นำเอกสารความผิด “แบบที่ 3” มาแจ้งความเพิ่มเติมเสียก่อน ขณะที่พฤติการณ์ลากสายข้ามชาติเช่นนี้ เข้าข่ายความผิด “แบบที่ 3” ฐานให้บริการแบบมีโครงข่ายระหว่างประเทศเป็นของตนเอง ซึ่งมีโทษหนักถึงจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่ตามขั้นตอนต้องรอคำวินิจฉัยยืนยันจากสำนักการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมก่อน คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ จึงจะสามารถไปร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนได้ โดยทางคณะอนุกรรมาธิการฯ จึงอาสาเป็นตัวเชื่อมประสานงานไปยังผู้บริหารระดับสูงของ กสทช. เพื่อเร่งรัดกระบวนการทางเอกสารให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อการขยายผลของตำรวจ

นอกจากนี้พฤติการณ์ดังกล่าวมีความผิดชัดเจนใน 2 มาตรา คือ 1. การสร้างสิ่งปลูกสร้างลุกล้ำทางน้ำ (เหนือน้ำ/ใต้น้ำ) และ 2. การขุดลอกทำให้ตลิ่งหรือร่องน้ำเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาต
โดยทางกรมเจ้าท่าได้ทำคู่มือและกระจายอำนาจให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบแล้ว ทั้งเรื่องการอนุญาตและการ “แจ้งความร้องทุกข์” ดำเนินคดีหากมีการกระทำผิด ดังนั้นผู้ที่จะต้องไปแจ้งความเอาผิดแก๊งลากสายเน็ตในข้อหานี้คือ อปท. ในพื้นที่

สว.กิติศักดิ์ ยังระบุว่า คดีการมุดดินร้อยสายเน็ตข้ามประเทศแบบนี้ น่าจะเป็น “คดีแรกของประเทศไทย” หากปล่อยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดเพียงลำพัง อาจจะเกิดความสับสนหรืองงกับข้อกฎหมายได้ จึงแนะให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค (จันทบุรี-ตราด) ลงไปเป็นพี่เลี้ยงประกบ อปท. ในพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหา เพื่อให้คำแนะนำด้านข้อกฎหมายและดำเนินคดีกับขบวนการทำลายชาติกลุ่มนี้ให้ถึงที่สุด
“ผมขอความร่วมมือให้กรมเจ้าท่าเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรงนั้น อย่างน้อยยกหูหรือทำหนังสือบอกขั้นตอนเขาว่าต้องทำ 1-2-3 อย่างไร โดยอ้างระเบียบที่กรมเจ้าท่าเคยมอบอำนาจให้ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเอาผิดคนร้ายไวขึ้น” สว.กิติศักดิ์ ระบุ


