สว.กัลยา ปลุกพลัง ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ ถอดบทเรียนเมืองแพร่เปลี่ยนโคลนเป็นขุมทรัพย์

” กัลยา ใหญ่ประสาน” สมาชิกวุฒิสภาจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ลำพูน ลุกขึ้นบอกเล่าเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เกิดจากสองมือของ “คนตัวเล็กตัวน้อย” ตีแผ่โมเดล “จิ๋วแต่แจ๋ว” ของชาวบ้านแม่ขมิง จ.แพร่ ที่ลุกขึ้นมาซับน้ำตาจากโศกนาฏกรรมดินถล่ม 42 ศพ พลิกวิกฤตศึกแย่งน้ำ สู่การสร้างกติกาชุมชนจัดการน้ำเบ็ดเสร็จ ดันรายได้พุ่ง 10 เท่า โกยเงินสะพัด 65 ล้านบาท วอนรัฐบาลลงมาดูของจริง เลิกสั่งการจากหอคอยงาช้าง แล้วเร่งสนับสนุนหน่วยงานที่ทำผลงานเข้าเป้า!

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นางกัลยา ใหญ่ประสาน สว.กลุ่มเกษตรอินทรีย์ จ.ลำพูน เปิดเผยว่า ตนได้อภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวานนี้ โดยได้นำประสบการณ์การลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ มาถ่ายทอดให้เพื่อนสมาชิกฟัง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก แต่คือเรื่องจริงของ ชุมชนบ้านแม่ขมิง ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่

สว.กัลยา ระบุว่า เมื่อปี 2544 พื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญภัยพิบัติดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ กลืนชีวิตชาวบ้านไปถึง 42 ศพ สูญหายอีก 3 ราย แม้ต่อมาจะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปะยาง แต่การบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดวิกฤตแล้งจัดจนนำไปสู่ “ศึกแย่งน้ำ” ของคนในชุมชนเมื่อปี 2560

แต่คนแพร่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา! ผู้นำชุมชนได้จับมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) น้อมนำพระราชดำริมาสร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติ เกิดเป็นฝายถึง 138 ฝาย พร้อมงัด “กติกาเหล็ก” สั่งห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าป่าเด็ดขาด ทุกคุ้มบ้านต้องลงแขกเอาแรงกันทำฝาย ดักตะกอนจนป่าต้นน้ำฟื้นคืนชีพ มีน้ำไหลหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี!

สว.กัลยา ยังระบุว่า จากอ่างเก็บน้ำความจุ 9 แสนลูกบาศก์เมตร ชุมชนร่วมกันยกระดับสปิลเวย์ สร้างโครงข่ายท่อและคลองซอย ขยายพื้นที่รับน้ำได้ถึง 2,200 ไร่ ความแกร่งนี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถรับมือภัยพิบัติรุนแรงระดับเดียวกับปี 2544 ที่หวนกลับมาอีกครั้งในปี 2566 ได้อย่างสบายๆ

เมื่อน้ำท่าบริบูรณ์ โครงสร้างเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไป ชาวบ้านทิ้งการทำนาปีและถั่วเหลืองแบบเดิมๆ หันมาปลูก “ไผ่เป๊าะหวาน” บนพื้นที่ 450 ไร่ เสริมทัพด้วยทุเรียนพื้นเมือง ทุเรียนหมอนทอง และเกษตรผสมผสาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทะลุ 65 ล้านบาท ดันรายได้พุ่งกระฉูดถึง 10 เท่า! ซึ่ง สว.กัลยา การันตีด้วยตัวเองว่า แม้จะอยู่ลำพูน ก็ยังได้ลิ้มรสไผ่เป๊าะหวานเมืองแพร่ที่ส่งออกมากระจายรายได้ทั่วแผ่นดินล้านนา

สว.กัลยา ยังสะท้อนภาพแววตาแห่งความภาคภูมิใจของกำนันหนุ่มวัย 40 กว่าปี ที่สามารถนำพาชุมชนก้าวข้ามความขัดแย้งมาได้

พร้อมฝากข้อคิดถึงรัฐบาลและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาว่า นี่คือความสำเร็จจากสเกลเล็กๆ ที่รากหญ้าลุกขึ้นมาจัดการปัญหาตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม

“แทนที่จะอภิปรายโดยไม่เห็นทางออกหรือรอให้เบื้องบนจัดการ ดิฉันอยากให้พวกเราออกไปสัมผัสกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้เห็นความหวังและพลังของคนตัวเล็กตัวน้อย หากหน่วยงานใดทำงานแล้วเปลี่ยนชีวิตประชาชนได้จริง รัฐบาลก็ควรประเมินผลและสนับสนุนให้ขยายบทบาทต่อไป… ขอให้นำโมเดลจิ๋วแต่แจ๋วนี้ กระจายความสำเร็จไปทั่วประเทศ!” สว.หญิงแกร่ง กล่าวทิ้งท้ายอย่างทรงพลัง.