“ดร.พราหมณ์อิศรา อินทร์ยา” วิเคราะห์การเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น จับตาศึกนายก อบจ.ขอนแก่น “พงษ์ศักดิ์” ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง “วัฒนา” แบกศึกภาพลักษณ์และข่าวฉาว “ศักดา” เร่งเครื่องม้ามืด ดร.พงษ์นิรันดร์ ชูความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพมาดึงคะแนน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ดร.พราหมณ์อิศรา อินทร์ยา นักวิชาการอิสระ นักวิเคราะห์การเมือง ชาวขอนแก่น กล่าวถึงบทวิเคราะห์ศึกเลือกตั้งนายกอบจ.ขอนแก่นไว้ ว่า โค้งกลาง สนามเริ่มเดือด เบอร์ 1 จากม้าตีนต้นต้องเร่งกู้ความเชื่อมั่น เบอร์ 2 วางเกมด้วยประสบการณ์ 6 สมัยและเครือข่ายข้ามขั้ว ขณะที่เบอร์ 3 หาเสียงม่วนถึงใจ ลุ้นสอดแทรกฐานสองบ้านใหญ่ เบอร์ 4 อาศัยภาพลักษณ์ คนรู้กติกา มาเรียกคะแนน
การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น วันที่ 27 กันยายน 2569
กำลังร้อนแรงขึ้นทุกขณะ สายตาทางการเมืองจำนวนมากกำลังจับจ้องผู้สมัคร 3 หมายเลข ที่มีบทบาทโดดเด่น ได้แก่ นายวัฒนา ช่างเหลา หมายเลข 1 นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ หมายเลข 2 นายศักดา ศิลปดอนบม หมายเลข 3 ดร.พงษ์นิรันดร์ อุทัยกาญจนกุล เบอร์ 4
ศึกครั้งนี้ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนป้าย ขนาดเวที หรือเครือข่ายหัวคะแนน แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “ฐานเดิม” “ประสบการณ์” “ทางเลือกใหม่” และ “ความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพ”
ท่ามกลางบรรยากาศ ที่ประชาชนตั้งคำถาม เรื่องผลงาน ความโปร่งใส และอนาคตของขอนแก่นมากขึ้น
เบอร์ 1 “วัฒนา” จากม้าตีนต้น สู่ผู้สมัครที่ต้องตั้งรับ
นายวัฒนา ช่างเหลา หมายเลข 1 เปิดตัวด้วยความได้เปรียบจากฐานคะแนนเดิมกว่า 330,000 คะแนน ตามที่เจ้าตัวเคยระบุ พร้อมแรงสนับสนุนจากเครือข่ายพรรคกล้าธรรม และแนวทางหาเสียง “9 ดี เฮ็ดต่อ” ซึ่งพยายามสร้างภาพความต่อเนื่องของการบริหาร
แต่สนามครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะเป็นการเลือกตั้งใหม่ ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งครั้งก่อนมีเหตุส่อไปในทางไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม แม้คำวินิจฉัยดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า นายวัฒนาถูกพิสูจน์ว่ามีส่วนร่วมกับการซื้อเสียงด้วยตนเอง แต่ในทางการเมือง ผู้สมัครหมายเลข 1 ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของเครือข่ายเดิมได้ยาก
ขณะเดียวกัน กระแสข่าวเกี่ยวกับนายเอกราช ช่างเหลา ผู้เป็นบิดา ในกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. กลายเป็นแรงกระเพื่อมเพิ่มเติม จากเดิมที่โดนตัดสินให้มีความผิดและต้องชดใช้ค่าเสียหาย ในคดียักยอกเงิน ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมของ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด รวมเป็นเงินกว่า 431 ล้านบาท ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการสหกรณ์ฯ ระหว่างปี 2554–2556
โจทย์ของนายวัฒนา จึงไม่ใช่เพียงรักษาฐานเสียงเดิม แต่ต้องดึงความเชื่อมั่น จากคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองกลับมาให้ได้ จากเดิม ที่ควรใช้เวลาขายนโยบาย กลับต้องแบ่งเวลาอธิบายอดีต และตอบคำถามเรื่องภาพลักษณ์ทางการเมืองและข่าวฉาว ของทั้งตัวเอง และบิดา
เบอร์ 2 “พงษ์ศักดิ์” เก๋าเกม พร้อมผลงานและเครือข่ายข้ามสี
นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ หมายเลข 2 ลงสมัครในนามอิสระ แต่ไม่ได้ลงสนามอย่างโดดเดี่ยว เพราะมีทั้งประสบการณ์นายก อบจ.ขอนแก่น 6 สมัย ผลงานเดิม ฐานการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายสนับสนุนจากหลายกลุ่ม
จุดแข็งสำคัญคือภาพของผู้สมัครที่ “รู้พื้นที่ รู้ระบบ และพร้อมทำงานทันที” รวมถึงฉายา “มือประสาน 10 ทิศ” ซึ่งสะท้อนความสามารถในการทำงานกับฝ่ายการเมือง หน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน โดยไม่ผูกตัวเองไว้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง
การปรากฏตัวของนักการเมืองต่างพรรค และเครือข่ายหลายสี บนเวทีสนับสนุนนายพงษ์ศักดิ์ ทำให้เบอร์ 2 มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง เพราะสามารถดึงฐานเสียงจากหลายทิศมารวมกันได้ ขณะเดียวกัน การหาเสียงยังพยายามเชื่อมประสบการณ์ในอดีตเข้ากับโจทย์อนาคต ผ่านนโยบายผังน้ำ 26 อำเภอ, 500 หมู่บ้านมีน้ำประปาภูมิภาคใช้ใน 4ปี, การสร้างงานใกล้บ้าน, เรียนแล้วต้องมีอนาคต และแนวคิด “ขอนแก่นโตไปด้วยกัน” กระจายความเจริญออกจากตัวเมือง
จุดที่ต้องจับตาคือ นายพงษ์ศักดิ์ จะเปลี่ยนเครือข่ายที่กว้าง ให้กลายเป็นคะแนนจริงได้มากเพียงใด และจะตอบคำถามเรื่องการกลับมาของบ้านใหญ่ ด้วยภาพ “ประสบการณ์เดิมเพื่อขอนแก่นยุคใหม่” ได้สำเร็จหรือไม่
เมื่อยังไม่มีผลสำรวจความคิดเห็นที่น่าเชื่อถือ จึงยังไม่อาจฟันธงผู้ชนะได้ แต่หากวัดจากประสบการณ์ ความพร้อมของเครือข่าย และภาระทางภาพลักษณ์ที่ต้องแบกในขณะนี้ เบอร์ 2 ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์มากที่สุดคนหนึ่ง

เบอร์ 3 “ศักดา” ม้ามืดที่ไม่ได้มาเล่นๆ
นายศักดา ศิลปดอนบม หมายเลข 3 อดีตปลัดเทศบาลตำบลบ้านค้อ มีประสบการณ์ราชการท้องถิ่นเกือบ 30 ปี และกำลังสร้างสีสันให้สนามด้วยรูปแบบหาเสียงสนุกสนาน เป็นกันเอง เข้าถึงง่ายตามสไตล์คนอีสานบ้านเฮา
จุดขายของเบอร์ 3 คือการวางตัวเป็นทางเลือก นอกเหนือจากสองเครือข่ายการเมืองหลัก พร้อมชูภาพคนทำงานท้องถิ่น ที่เข้าใจระบบราชการ และปัญหาระดับตำบล แม้ไม่ได้สมัครในนามพรรคประชาชน และพรรคประชาชนยืนยันว่าไม่ได้ส่งหรือรับรองผู้สมัครในสนามนี้ แต่ความเชื่อมโยงทางครอบครัวกับสมาชิกพรรค อาจทำให้ได้รับความสนใจ จากผู้สนับสนุนพรรคสีส้มบางส่วนโดยธรรมชาติ
ข้อจำกัดสำคัญ คือทรัพยากรและเครือข่ายระดับจังหวัด ยังเป็นรองเบอร์ 1 และเบอร์ 2 แต่หากนายศักดาสามารถทำคะแนนได้อย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจกลายเป็นผู้สมัครที่ “แพ้ตำแหน่ง แต่ชนะการแจ้งเกิด” และสร้างทุนทางการเมือง สำหรับสนามในอนาคต
และที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เบอร์ 3 กำลังพยายามเปลี่ยนสนามสองขั้วให้กลายเป็นการแข่งขันที่คาดเดายากขึ้น

เบอร์ 4 “คนรู้กติกา” ที่ต้องพิสูจน์ว่ารู้ใจประชาชน
ดร.พงษ์นิรันดร์ อุทัยกาญจนกุล เป็นตัวเลือกที่มีประวัติแตกต่างจากผู้สมัครรายอื่นอย่างชัดเจน ด้วยพื้นฐานอดีตเจ้าหน้าที่ กกต.ขอนแก่น และประสบการณ์ลงสมัคร สส.ขอนแก่น เขต 6 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ
โจทย์ใหญ่ที่สุดของ ดร.พงษ์นิรันดร์ ไม่ใช่คุณสมบัติหรือความรู้ แต่คือ “ฐานมวลชน” ในการเลือกตั้ง
สส.ขอนแก่น เขต 6 ปี 2569 เขาได้รับ 517 คะแนน หรือประมาณ 0.7% ตามผลคะแนนที่ไทยพีบีเอสรวบรวมไว้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ชื่อเสียงทางวิชาชีพยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนเลือกตั้งในระดับพื้นที่ได้มากนัก
คะแนนของเขาอาจทับซ้อนกับหมายเลข 3 ซึ่งวางตัวเป็นผู้สมัครทางเลือกเช่นกัน ถือเป็นการพิสูจน์ว่า ระหว่าง “อดีตข้าราชการท้องถิ่น” กับ “อดีตผู้คุมกติกา” ใครจะครองพื้นที่ ของผู้ต้องการทางเลือกใหม่ได้มากกว่ากัน

หากเร่งเปลี่ยนความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพ ให้เป็นนโยบายที่ชัด เปลี่ยนนโยบายให้เป็นกระแส และเปลี่ยนกระแสให้เป็นคะแนนได้ ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้น ของฐานการเมืองครั้งใหม่ ในระยะยาวของตัวเขา
คนหนึ่งรักษาฐาน คนหนึ่งรวมทุกทิศ คนหนึ่งขอแจ้งเกิด อีกคนใช้ความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพมาดึงคะแนน
ภาพการแข่งขันเวลานี้ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เบอร์ 1 ต้องรักษาฐานเดิม พร้อมต่อสู้กับแรงกดดันด้านภาพลักษณ์ เบอร์ 2 ใช้ประสบการณ์ ผลงาน และเครือข่ายข้ามขั้วเดินเกมรุก เบอร์ 3 กำลังแทรกตัวในฐานะทางเลือกใหม่ที่อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญของผลเลือกตั้ง เบอร์4 ใช้ความเป็นอดีตผู้คุมกติกา สร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ
“ศึกนายก อบจ.ขอนแก่นครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็นการวัดพลัง ระหว่างความต่อเนื่องของเครือข่ายเดิม ประสบการณ์ของอดีตผู้บริหาร และความต้องการทางเลือกใหม่ของประชาชน
วันที่ 27 กันยายนนี้ คนขอนแก่นจะเป็นผู้ตอบว่า เมืองต้องการ “ไปต่อแบบเดิม” “กลับมาใช้มือเก๋าประสานทุกฝ่าย” หรือ “เปิดพื้นที่ให้ทางเลือกใหม่” และคำตอบนั้นอาจสะเทือนไกลกว่าสนามการเมืองท้องถิ่น” ดร.พราหมณ์อิศรา อินทร์ยา กล่าว

