ศาลระอุ! “สว.ชีวะภาพ” ลุยเดี่ยวสางคดี “สมพร” รุกป่า ซัดรัฐเสียเปรียบยับ-โวยป่าไม้ทิ้งข้าราชการกลางทาง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ในฐานะอดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ และอดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร ได้เดินทางมาขึ้นเบิกความต่อศาลในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ปากสำคัญในคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ตามความผิดพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จากกรณีการครอบครองที่ดินในพื้นที่ ต.รางบัว และ ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลยในคดีนี้ ได้เดินทางมายังศาลจังหวัดราชบุรีด้วยตนเองเป็นการส่วนตัวเพื่อเข้าร่วมกระบวนการสืบพยานด้วยเช่นกัน โดยผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นทีมทนายความ ซึ่งคาดว่าเป็นทีมทนายของนางสมพร ได้ช่วยกันเข็นรถขนแฟ้มเอกสารหลักฐานทางคดีจำนวนมากประมาณ 10 แฟ้ม เข้าสู่ชั้นพิจารณาของศาล
นายชีวะภาพ กล่าวก่อนขึ้นไปเบิกความในฐานะพยานว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จากกรณีที่ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ยื่นเรื่องร้องเรียนว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ของฝั่งจำเลยมากกว่า 1,000 ไร่ ในขณะนั้น ตนเองดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และเป็นหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร จึงได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมหลายหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นเวลานานเกือบ 1 ปี จนกระทั่งเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563

สำหรับการสืบพยาน มุ่งเน้นไปที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ ประเภทใบจอง น.ส.3 ก. เนื้อที่ประมาณ 350 ไร่ และ ภ.บ.ท.5 เนื้อที่ประมาณ 90 ไร่ รวมกว่า 400 ไร่ ในพื้นที่ตำบลรางบัว ซึ่งคณะทำงานได้รวบรวมหลักฐาน กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องไว้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ยืนยันว่าการยื่นฟ้องดำเนินคดีเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้งหรือประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จำเลยยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
นายชีวะภาพ กล่าวว่า ขณะนี้กรมที่ดินได้สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบทั้งหมดแล้ว ทำให้รัฐได้เนื้อที่ป่ากลับคืนมามากกว่า 2,000 ไร่ เพื่อนำไปฟื้นฟูหรือจัดทำเป็นป่าชุมชนต่อไป
ทั้งนี้ตนได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญในทางกฎหมายว่า ภาครัฐยังไม่ได้มีการดำเนินคดีฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย ทั้งที่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เกือบ 3,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ขณะเดียวกันในฝั่งจำเลยที่ 3 กลับมีการฟ้องแพ่งกรมที่ดินจนได้รับการเยียวยาไปแล้ว จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการฟ้องแพ่งดำเนินคดีขนานกันไปโดยเร็ว รวมถึงต้องขยายผลสอบสวนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่นำที่ดินผืนนี้มาขาย หรือผู้ถือครองสิทธิ์สืบต่อกันมา ให้ครบถ้วนทั้งขบวนการ
“คนที่ขายที่ผืนนี้มา ใครครอบครองต่อกันไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องตรวจสอบให้หมด ในบริเวณนั้นมันมีอะไรอีกบ้าง ก็คงต้องตรวจสอบกันให้หมด ก็คงต้องเป็นแบบนั้น แต่ตนเป็นห่วงที่สุดในเรื่องของบรรทัดฐานของการทำงานแบบนี้ ตนเองเคยเป็นรองอธิบดี เคยเป็นผู้ตรวจราชการ แล้ววันนี้ดูอันนี้ไม่ได้งอแงนะ ไม่ได้งอแง ไม่ได้น้อยใจ แต่ว่าอยากจะให้หน่วยงาน คงจะต้องมีบรรทัดฐานในการที่จะต้องสร้างขบวนการ เพื่อให้มันเกิดความสัมฤทธิ์ผล ประสิทธิภาพ ไม่อย่างนั้นต่อไปไม่มีใครกล้าทำคดีใหญ่ๆ” นายชีวะภาพ กล่าว.
อดีตหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร ได้เรียกร้องให้ภาครัฐและกรมป่าไม้ปรับปรุง ระบบการบริหารจัดการคดี อย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยติดตามคดีเฉพาะกิจ ตั้งทีมงานนิติกรกฎหมายขึ้นมาติดตามคดีใหญ่ด้านทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะ เพื่อรักษาสิทธิและติดตามการฟ้องแพ่งของรัฐ ไม่ปล่อยให้คดีเงียบหายหรือล่าช้า
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยยกตัวอย่างนายชีวะภาพเอง ว่า แม้ตนเองจะเกษียณอายุราชการมาแล้วถึง 2 ปี แต่เมื่อถึงเวลานัดสืบพยานกลับต้องเดินทางมาศาลเพียงลำพัง โดยไร้การสนับสนุนหรือการประสานงานจากทีมกฎหมายของหน่วยงานต้นสังกัด หากไม่มีระบบมาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกราชการ จะส่งผลให้ในอนาคตไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้าเสี่ยงเข้าไปจับกุมหรือทำคดีผู้มีอิทธิพลคดีใหญ่ระดับหลายพันไร่เช่นนี้อีก โดยเรียกร้องให้มีระบบแจ้งความคืบหน้าหรือผลการสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง กลับไปยังชุดจับกุมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเตรียมพร้อมและรับทราบรายละเอียดของคดีได้อย่างถูกต้อง
“วันนี้เขาเพิกถอนหมดแล้ว พอเพิกถอนเสร็จ พื้นที่พวกนี้มันต้องกลับมาเป็นป่า แต่ในส่วนต้องพูดตรงๆ ก็คือวันนี้กรมป่าไม้ เจ้าของคดี ถือคดีอยู่ในมือจะต้องมีระบบการบริหารจัดการคดี อันนี้พูดตรงๆ ผมอดีตเก่ากรมป่าไม้ อย่ามาโกรธมาเกลียดกัน กรมป่าไม้ต้องคิด ต้องทำ ต่อไปจะมีใครกล้าไปจับใคร” นายชีวะภาพ กล่าว.
นายชีวะภาพ ย้ำว่า คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของประเทศ ในการสร้างบรรทัดฐานการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องรักษาป่าไม้ และการสร้างระบบบริหารจัดการคดีทรัพยากรธรรมชาติให้มีความศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพในระยะยาว
“วันนี้ก็จะต้องสร้างมาตรฐานตรงนี้ให้ได้ต่อไป ไม่อย่างนั้น ไม่ใช่ว่า ตนเกษียณไปแล้ว ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เกษียณไปแล้ว ไม่มีใครทำต่อ แล้วปล่อยให้เรื่องราวแบบนี้หายไปไม่ถูกไม่ควรหรอก เพราะจริงๆ แล้ว ต่อไปเรื่องแบบนี้ควรจะต้องให้ความเข้มข้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ” นายชีวะภาพกล่าวทิ้งท้าย

