“วีระศักดิ์” เจาะลึก 3 ความเสี่ยงใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม กระตุ้นคนไทยพลิกแนวรุกความยั่งยืน ดันธุรกิจเปลี่ยน

โลกของเราในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ “จุดเชื่อมต่อ ชุดนโยบาย และความยั่งยืน” ในงาน SX2026 โดยเริ่มต้นกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมี 17 เป้าหมายว่าโลกและประเทศต่างๆ มีแนวโน้มที่จะไปไม่ถึงหรือยากที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ภายในปี 2030 อย่างแน่นอน รวมทั้ง บรรดาประเทศต่างๆ ที่อยู่ใน Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แม้ประเทศเหล่านั้นจะมีความสามารถทางเศรษฐกิจและวิชาการก็ตาม แต่ต่างต้องผจญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงอย่างที่เห็นอยู่เช่นกัน

๐ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเผชิญ

โดยเริ่มด้วยการฉายภาพที่ชัดเจนของอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะพื้นที่ในเมืองต่างๆ โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่ามีมากกว่าในอดีตอย่างมาก อาทิ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและความเปราะบางของเมืองเอง การเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำซึ่งสามารถทำให้เกิดฝนตกและปัญหาน้ำท่วมหนักได้ทันที โดยไม่ต้องเกิดพายุอย่างเช่นในอดีต เช่น เหตุการณ์ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีบ้านเรือนในเมือง มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจ มีรถยนต์จำนวนมาก ทั้งหมดถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้เอง และล่าสุดที่กรุงเทพฯ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากอย่างชัดเจน

นายวีระศักดิ์ ยังฉายภาพความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มในอนาคต เช่น “ลมตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย” ที่สามารถยกตัวพัดข้ามผ่านเข้าไปในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งหลายพันปีก่อนไม่เคยข้ามได้ แล้วเข้าไปทำให้เกิดการละลายของน้ำแข็งบนเทือกเขา ซึ่งเป็นเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเนปาลเมื่อเร็วๆ นี้ และความเสี่ยงเช่นนี้ยังมีอีกมากถึง 2 พันจุดในเทือกเขาหิมาลัย รวมถึงภาพท้องฟ้าที่สวยงาม แต่แท้จริงคือ “เมฆฝน” ซึ่งลอยเข้ามาอยู่ในพื้นที่ซึ่งปกติไม่มีฝน และ “ประเทศตูวาลู” ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังจะจมทะเลและหายไปจากแผนที่โลกตลอดกาล เพราะมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยน้อยกว่า 3 เมตร จึงมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ยังได้นำข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์จัดทำขึ้นเพื่อย้ำว่าในวันนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว และบอกกล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นในระดับต่างๆ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเกิดต่อไปไม่มีอะไรหยุดมันได้ เช่น แผ่นน้ำแข็งใน Greenland จะพังลงมาเมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศา ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว หรือป่าอเมซอนจะตายทั้งหมดเมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่ม 2 องศากว่า เพราะแมลงไม่อาศัยอยู่ต่อไปแล้ว และฝนที่เคยตกในอเมซอนจะไม่ตกเท่าเดิมแล้ว ฯลฯ

๐ แนะประเทศไทยต้องทำฐานข้อมูล

แม้นักวิทยาศาสตร์ของโลกจะรู้แล้วว่าทุกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจะนำมาสู่ปัญหาใดบ้าง แต่ความรู้นั้นมาจากการศึกษาปัญหาเพียงส่วนน้อยนิดที่เปรียบเหมือนเป็น “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” ที่ลอยอยู่ในทะเล เพราะยังมีปัญหาก้อนโตที่อยู่ “ถัดจากยอดภูเขาน้ำแข็งลงไปอีก” ที่ยังไม่ได้มีการศึกษา ทั้งยังเป็นการศึกษาผลกระทบในซีกโลกตะวันตก ดังนั้น จึงอยากให้คนไทยรับรู้ว่า “การทำความเข้าใจระบบโลก ต้องใช้แผนที่ใหญ่ แต่แผนที่ใหญ่ทำโดยประเทศที่มีความสามารถในการพัฒนาฐานข้อมูล ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้ทำฐานข้อมูลที่แท้จริงของตนเอง จะทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้ชัดเจนถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม “Global Tipping Points Report 2025” เป็นหนึ่งในรายงานที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเชิญชวนให้ผู้สนใจหาความรู้เพิ่มเติม เช่น ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ AMOC (Atlantic Meridional Overturning Circulation) กระแสน้ำใต้ทะเลลึกที่ไหลเร็วมากจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วเข้าสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องปรับอากาศที่ส่งความเย็นให้ไหลไปในใต้มหาสมุทรทั่วโลก พร้อมนำพาความอุดมสมบูรณ์ไปด้วย แต่วันนี้ AMOC กำลังช้าลง เมื่อน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายกลายเป็นน้ำจืดไหลลงมหาศาลทำให้ความเค็มเจือจางและกระแสน้ำใต้มหาสมุทรไหลช้าลงหรืออาจถึงขั้นไม่ไหลมา ส่งผลต่อสัตว์ทะเล ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้น เกิดการระเหยของน้ำทะเลมากขึ้น กลายเป็นเมฆฝนและเกิดฝนตกหนักขนาด 300-400 มิลลิเมตร โดยเราไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัด

๐ เตรียมเผชิญ “ภัยร้อน” แบบใหม่

นายวีระศักดิ์มองว่า สำหรับการรับมือของประเทศไทยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน การใช้รถ EV การใช้โซลาร์เซลในครัวเรือน ฯลฯ จำเป็นต้องทำอย่างแน่นอน เพราะปัญหาโลกร้อนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และตามการคาดการณ์ในปีหน้าประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและมนุษยชาติอาจจะต้องเผชิญภัยพิบัติแบบใหม่ คือ “ภัยร้อน” ที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตมากขึ้น โดยปีที่แล้วมีสถิติบันทึกการเสียชีวิตของผู้คนในยุโรปจากคลื่นความร้อนสูงถึง 6,000 คน ดังนั้น ประเทศไทยต้องทำเรื่อง Climate Adaptation ให้มากขึ้นอีก เพราะการทำในส่วน Mitigation นั้นไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะแม้ทุกคนบนโลกหยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ก๊าซฯ ที่มีอยู่แล้วจะยังคงอยู่กับโลกไปอีกประมาณ 200 ปี

พร้อมทั้งยกตัวอย่างการรับมือของประเทศอินเดีย ด้วยการทำโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลคร่อมอยู่บนทางระบายน้ำและคลองส่งน้ำขนาด 1 เมกะวัตต์ ติดตั้งทั่วประเทศ ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยน้อยลง ช่วยให้สัตว์น้ำอยู่ได้ดีขึ้นด้วยอุณหภูมิที่ไม่ร้อนเกินไป และช่วยให้ผู้คนใช้แหล่งน้ำได้สบายขึ้น นอกจากนี้ “ภัยร้อน” ที่จะเกิดขึ้นต่อไปอาจจะส่งผลกระทบต่อพืชบางชนิด จึงมีแนวทางแก้ปัญหาด้วยการทำแผงโซลาร์บนหลังคาแปลงปลูก เพื่อช่วยลดความร้อนให้ทั้งพืชผักและการทำสวน ทั้งยังเกิดอาชีพใหม่คือรับจ้างล้างหลังคาเพื่อเช็ดฝุ่นบนแผงโซลาร์เซลเดือนละ 2-3 ครั้ง ทำให้ได้ประโยชน์หลายทาง

แม้ว่าประเทศไทยจะมีการออก พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่จากการศึกษาประเทศต่างๆ พบว่าต้องใช้เวลาประมาณ 7 ปีจึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น ปัญหาฝุ่นจะถูกจัดการดีขึ้น

๐ วิกฤตฝุ่นพิษที่ซ่อนอยู่นอกมหานคร

นายวีระศักดิ์ชี้ว่า จากรายงานความเสี่ยงโลก (World Economic Forum 2025) ความเสี่ยงของโลกในระยะสั้นช่วง 2 ปี เป็นความเสี่ยงที่มนุษย์สร้างและแก้ไขกันเองได้ เช่น เรื่องความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องเฟคนิวส์ ซึ่งมนุษย์สามารถจัดการและเจราจาต่อรองกันได้ แต่ความเสี่ยงในระยะยาวในระยะ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว การล่มสลายของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ เพราะเป็นเรื่องทางธรรมชาติ เพื่อชวนทุกคนให้คิดและแยกให้ชัดถึงสิ่งที่ควรจะคิด ควรจะมอง และหาทางออกได้อย่างตรงจุด

สำหรับปัญหาคุณภาพอากาศและมลพิษเป็นอีกหนึ่งเรื่องใกล้ตัวที่สะท้อนความรุนแรงระดับโลก แม้เสียงสะท้อนจากคนกรุงเทพฯ จะระบุว่าต้องเผชิญกับฝุ่นพิษทุกปี แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในประเทศไทยคือ เชียงราย น่าน และพะเยา ซึ่งเผชิญกับปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่เกิดจากการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร

๐ การเกษตรและการบริโภคเนื้อสัตว์: เบื้องหลังการเลี้ยงวัวเถื่อนและผลกระทบต่อโลก

ส่วนพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางที่หันมาลดคาร์โบไฮเดรตและเพิ่มการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ตามคำแนะนำด้านสุขภาพ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำและทรัพยากรเพื่อการปศุสัตว์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสัตว์ปศุสัตว์ โดยวัวเป็นสัตว์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รองลงมาคือ แกะ ชีส เนื้อหมู และการเลี้ยงไก่ ตามลำดับ

ยกตัวอย่าง “วัวเถื่อน” จากอินเดียสู่เมียนมา เนื่องด้วยอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเลี้ยงวัวมากที่สุดในโลก แต่ด้วยข้อจำกัดทางศาสนาฮินดูที่ห้ามทำร้ายวัว ทำให้วัวส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นและให้น้ำนมหลดลง จะถูกปล่อยให้เดินเร่ร่อน ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบขนวัวข้ามประเทศผ่านบังกลาเทศ เข้าสู่ประเทศเมียนมา บริเวณพื้นที่ “สกาย” ซึ่งกลายเป็นตลาดคาวบอยและศูนย์กลางการพักวัวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างจีนและเวียดนามที่นิยมรับซื้อเนื้อวัว ส่งผลให้เกิดวงจรที่กระทบป่าไม้ การปศุสัตว์และการต้อนฝูงวัวในพื้นที่ชายแดนสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศป่าไม้ เนื่องจากต้องเผาทำลายใบไม้แห้งเพื่อให้เกิดหญ้าระบัดที่อุดมด้วยสารอาหารสำหรับวัว ทำให้เกิดฝุ่นพิษและไฟป่าขนาดใหญ่ตามแนวชายแดน

๐ ความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังสูญหาย: แมลงปอและผึ้งเผชิญภัยคุกคาม

ขณะที่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเผชิญภัยคุกคามอย่างรุนแรง เช่น แมลงปอ ซึ่งในอดีตเคยชุกชุม แต่ปัจจุบันกลับหาดูได้ยากขึ้นเนื่องจากสภาพแหล่งน้ำและสารเคมี นอกจากนี้ ผึ้ง ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการผสมเกสรให้กับพืชอาหารทั่วโลก ก็กำลังลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องจากมลพิษและก๊าซไอเสีย ซึ่งหากผึ้งและแมลงตัวเล็กๆ เหล่านี้หายไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ

๐ ทางออก-การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

นายวีระศักดิ์ทิ้งท้ายว่า การก้าวผ่าน “Triple Planetary Crisis” หรือ 3 วิกฤตใหญ่ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่สามารถอาศัยเพียงแค่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือการจำกัดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป มนุษย์จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิดแบบ Regenerative หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิมในทุกย่างก้าว เป็นแนวรุกเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระแส Car-Free Day ที่ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน การปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว รวมถึงการดูแลระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งดูดซับคาร์บอนและผลิตออกซิเจนที่สำคัญที่สุดของโลก การมีความรู้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากแต่ต้องเปลี่ยน “ความรู้” ให้กลายเป็น “ความตั้งใจ” และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเชื่อว่า “ผู้บริโภค” จะสามารถผลักดันให้ “ธุรกิจ” เปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่ และในที่สุดจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกใบนี้