
วันที่ 11 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากที่ประชุมใหญ่ กกต. แจ้งกำหนดการวันลงมติชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มือกฎหมายมหาชน, ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ. AURELIAN GROUP และกลุ่มธุรกิจบริษัทในเครือ AG 40 บริษัท กล่าวว่า ตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 กำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน กระบวนการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งคดีเลือกตั้งและการเลือก สว. เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และขั้นตอนสุดท้าย ถือมติเสียงข้างมากเป็นหลัก ก่อนที่จะสรุปความเห็น จัดทำคำวินิจฉัยกลาง และประกาศให้ประชาชนเป็นการทั่วไปทราบ ดังนั้น มติ กกต. วินิจฉัยชี้ขาด หากพิจารณาตามข้อกฎหมายไม่อาจเปิดเผยได้ในวันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นไปตามระเบียบ กกต. และ พ.ร.ป. กกต. ไม่ต้องไปลุ้น เพราะมติไม่อาจเปิดเผยได้ ต้องรอประมาณ 60 วันไปติดตามดูที่เว็บไซต์ของ กกต.
แต่คดีที่จะไปก่อน คดีที่ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีผู้ต้องหา รวม 25 คน ถูกเชือดก่อน เพราะไปแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตนช่วยเหลือรัฐ จัดการเพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน รวมถึงนายสมชัย นำมติอนุคณะกรรมการวินิจฉัย คณะที่ 36 มาเผยแพร่และบิดเบือนข้อเท็จจริงระบบคอมพิวเตอร์ กระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐและเปิดเผยราชการ กำลังให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานว่า สส.ไอติม สส.ผึ้ง พนิดา กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ปัจจุบัน สส.พรรคหนึ่ง อยู่ฝ่ายค้าน และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ นำพยานหลักฐานในสำนวนคดีดีเอสไอมาปล่อยหรือไม่ อย่างไร ตนขอตั้งข้อสังเกตได้ ยืนยันข้อเท็จจริงนะ ที่นายไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ์ นำไปอภิปราย ตนรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ เพราะคุณไปแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 เดี๋ยวเพิ่มคดีให้
ความจริง คุณทวี รู้กฎหมายอยู่แล้ว เพราะเป็นตำรวจมาก่อน แต่มาทำเสียเอง โดยส่งเอกสารผ่าน สว.สำรองคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่าอักษรย่อ “ช.” ชื่อจริง อักษร “อ.” อดีตทหารชั้นประทวน หลายเมีย คนทุกจังหวัด ปัจจุบันเป็นนักร้อง อ้างตนเอง สว.สำรอง เพื่อสร้างราคาให้ตนเองและชอบหิวแสง คนนี้แหละ ไม่สมหวัง และรู้เห็นฮั้ว สว. ตัวจริง แต่คนที่ฮั้ว สว. คือ “ค่ายส้ม” กระทำเป็นขบวนการ นาย อ. คนนี้รู้ดี เพราะอยู่ในเหตุการณ์ การทุจริต สว. มิใช่ค่ายน้ำเงิน “ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
ดร.ณัฐวุฒิ ยังยืนยันว่า เพราะสำนักกฎหมายตนรับทำคดีให้ นาย อ. มาเล่าข้อเท็จจริงให้ฟังหมด วันนี้จึงเห็นว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะจึงมาเล่าให้ประชาชนจะได้หูตาสว่าง เพราะความจริงมีหนึ่งเดียว ในเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ระหว่างวันที่ 9-26 มิถุนายน 2567 รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ โดยนายอนุทินฯ ได้ออกประกาศห้าม กก.บห. พรรคภูมิใจไทย ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. และย้ำก่อนการเลือกในขั้นตอนเลือกระดับประเทศ ยังไปกล่าวหาเขาอีก มันเป็นธรรมไหม ทั้งยังกล่าวหา รัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน จะไปยุบพรรคการเมืองเขา พวกคุณต้องเจอกับตน ตนรับไม่ได้ จะเอาให้ติดคุก นาย ท. อดีต รมว.ยุติธรรม พรรคหนึ่ง ไม่ยึดหลักกฎหมาย ไม่รู้ว่าเป็นอดีต รมว.ยุติธรรมมาได้อย่างไร เป็นการใช้อำนาจตั้งธง เล่นงานพรรคภูมิใจไทย ในปี 2567 ต้องให้พี่น้องสื่อไปถามเขา แต่ตนมีหลักฐาน สำนวนคดี 5 ลังใหญ่ เก็บรักษาอย่างดี รอเวลาจัดการทั้งหมด ทำถึงแน่ รับรองสนุกแน่
ดร.ณัฐวุฒิ ยังชี้ว่า ส่วนคดีที่นาย อ. คนนี้มาจ้างสำนักงาน ตนสั่งให้ทีมทนายความยกเลิกงานไปหมดแล้ว ไม่รับทำคดีให้ เดี๋ยวจะไปแอบอ้างสำนักงานของตน และไปเรี่ยไรบริจาค ให้ทีมทนายความยื่นคำร้องต่อศาลถอนตัวไปหมดแล้ว
“สำนักกฎหมายและทีมทนายความในสำนักงานของตนไม่ประสงค์รับทำคดีอาญาที่ศาลอาญาทุจริตให้แล้ว เพราะทำตัวเป็นนักร้อง เป็นหลัก จะเห็นจากหมายข่าวตลอด สร้างอีเวนต์ ร่วมทีมกับพรรคส้ม และนายสมชัย สุทธิยากร สร้างโปรดักต์ “ปราบโกง” เป็นช่องวิธีการให้คนจ้างร้องเรียน ต้องตรวจสอบประวัติ เห็นว่าเคยมีคดีอาญาอยู่นะ ถึงได้ออกจากทหารชั้นประทวน พฤติกรรมแถลงข่าว แค่ซองเปล่า หรือกระดาษใช้ใบเดียว แค่นี้ได้เงินแล้ว ไม่มีความรู้ ไปศาลด้วยมือไม่บริสุทธิ์ ให้สื่อไปถามเขา นาย อ. เองว่า มีส่วนได้เสียในคดีหรือไม่ ในขั้นตอนไหน จะได้ฮา ฝากบอกว่า นาย อ. ว่า อย่ามาเรียกตนอีกนะว่า “อาจารย์” ไม่อยากรู้จัก ไม่พายเรือให้โจรนั่ง ประเทศเสียหาย เหตุใด ทำไมศาลอาญาทุจริตฯ กลาง ยกคำฟ้อง ไม่รับคำฟ้องคดี ต้องไปถามนาย อ. เอง ตนไม่เกี่ยวเพราะตนไม่ใช่ทนายความสำนวนคดี แต่ นาย อ. กลับไปให้สัมภาษณ์บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับคำสั่งที่ศาลยกคำฟ้อง พยายามเอาเอกสารในสำนวนคดีในศาลเปิดเผยผ่านสื่อ ตนและทีมทนายความไม่ได้รู้เห็นด้วย จนโดยศาลตำหนิและจดในรายงานกระบวนพิจารณา แบบนี้ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม” ดร.ณัฐวุฒิกล่าวย้ำ
ดร.ณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่าตนได้เคยเตือนแล้ว ระวังละเมิดอำนาจศาล แต่ทราบว่าไปร้อง ก.ต. ขององค์กรศาลอีก ตนรับไม่ได้กับพฤติกรรม ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ตนสงสารผู้พิพากษาที่ทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย ยึดมั่นหลักกฎหมายและความถูกต้อง ต้องไปถูก นาย อ. คนนี้ ไปบิดเบือนข้อเท็จจริง ในเชิงมีคำสั่งจากมือที่มองไม่เห็น ตนรับไม่ได้จริงๆ ต้องไปถามว่า ดูหมิ่นศาลหรือไม่ ละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ตนพร้อมเป็นพยานให้ เอาไปเก็บกรุ
ส่วนที่นาย อ. คนนี้ไปร้องเรียกวินัยผู้พิพากษา โดยตนและสำนักกฎหมายของตนไม่ได้รู้เห็นด้วย แต่นาย อ. คนนี้ใช้เทคนิคเร่งรัดอุทธรณ์คำสั่ง ถึงบอกว่า มาศาลด้วยมือไม่บริสุทธิ์ ไม่มีใครเขาทำกัน ทำงานมา 30 ปี ไม่เคยเจอ ตนไม่เอาด้วย เพราะตนเคารพในกระบวนการยุติธรรม เคารพในสถาบันตุลาการ ศาลยุติธรรม เพราะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ท่านให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่ายและตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธย ยึดหลักข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง ยึดความถูกต้อง สำหรับตนไม่เคยทำผิดกฎหมาย ไม่มีประวัติอาชญากรรมในการกระทำความผิดอาญา สามารถตรวจสอบประวัติตนเองได้เลย ไม่มีประวัติต้องคดีอาญาหรือไปกระทำโดยทุจริตใดๆ แม้แต่คดีเดียว
“ส่วนมติอัปยศของแก๊งค์ กอ. ที่ตนแปลว่า กูเอง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถูกรีดเอาทรัพย์ มติไม่เป็นเอกฉันท์ รอเวลาเช็กบิลอยู่ คดีอาญายังไม่ขาดอายุความ จะถอนรากถอนโคนให้ดู ต่อไปพี่น้องอัยการทั่วประเทศ ที่มีใจเป็นธรรม รักความถูกต้อง กว่าจะสอบได้เป็นท่าน ด้วยความยากเย็น จะได้ไม่โดนเหมือนตนเอง บิดเบือนข้อเท็จจริงให้ตั้งข้อหาไม่เป็นธรรมเป็นคดีวินัยร้ายแรง บิดเบือนข้อเท็จจริงเหมือนตน”ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
ดร.ณัฐวุฒิ ฝากไปถึง นาย ศ. อดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษ บ้านอยู่ลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี เวรกรรมมีจริง กฎหมายไม่ยุติธรรม แต่กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ พวกคุณทำอะไรกับตนไว้ ตนไม่เคยกระทำผิดกฎหมาย บิดเบือนใส่ร้ายตน และเคยเป็น ก.อ. โดยตำแหน่งในขณะนั้นด้วย คุณทำอะไรกับตนไว้ ตนเอาคืนทุกดอก พอย้ายค่าย หนีเสือปะจระเข้ อีกทีมหนึ่งกลับรีดเงินสูงถึง 20 ล้าน ให้มีเสียง 10 ใน 15 เสียง พอไม่ให้ เสียงไม่พอ แต่มติไม่เป็นเอกฉันท์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง ส่วน นาย ป. อัยการอาวุโส สำนักเสือกทุกเรื่อง แถวตลิ่งชัน นี่แหละลูกสมุน ทรงเอ ก่อนที่จะถอดตนออกจากสมาชิกสามัญเนติบัณฑิต ให้นาย ป. ไปทบทวนความจำปี 2564 ที่ขับรถเมาสุราแล้วไปชนคนแล้วหนีหรือไม่ ตนไม่รู้นะ แต่ที่แน่ๆ ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาจำคุก คดีถึงที่สุดไปแล้ว เวรกรรมมีจริง ควรถอด นาย ป. อัยการปากเหม็น ออกจากสมาชิกสามัญเนติบัณฑิตก่อนหรือไม่ เพราะคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตอนเรื่องอำนาจ ได้ตำแหน่งรอง อสส. แต่ตกสวรรค์ สมน้ำหน้า พระสยามเทวาธิราชมีจริง แหม่ นำรถไปจอดประจำตำแหน่งและป้ายระบุตำแหน่ง รอง อสส. แต่ไม่ผ่านการโปรดเกล้าฯ ทำเป็นลืมอดีต เดี๋ยวตนช่วยทบทวนความจำอัยการปากเหม็นคนนี้ให้ ไอ้ปากเหม็นคนนี้ รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่ได้รู้เรื่องของตนเอง เพราะสิทธิ์ของตน เรียนจบเนติบัณฑิตไทย ปี 2547 สมัย 57 เป็นสิทธิเฉพาะตัวและจบในยุคสมัยอนาล็อก ไม่ใช่ยุคดิจิทัล จะสังกัดหรือไม่เนติบัณฑิตหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะตนมีสิทธิสวมครุยเนติบัณฑิตโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้อัยการปากเหม็นรายนี้ แน่จริงมีหนทาง ลาออกมาทำธุรกิจแข่งกับตนซิ เป็นภาระสังคม กินภาษีประชาชน ยังปากหมาอีก ว่างๆ ให้ไปจั๊กจี้เส้นกระตุกถึงที่ สำนักงานเสือกทุกเรื่อง ย่านแถวตลิ่งชัน ใกล้บ้านตนเองเลย อยากดังเดี๋ยวจัดให้
“ตนไม่ได้ว่าความแล้ว เพราะทำธุรกิจและเป็นเจ้าของบริษัท 40 บริษัท ธุรกิจครบวงจรทุกอุตสาหกรรม เสียภาษีตามกฎหมาย จดทะเบียนชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน ตนจ่ายเงินไป 205,000,000 บาท ไม่รวมการลงทุนอื่นๆ ตอนนี้จ่ายไป 600 กว่าล้านบาท ตอนนี้รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยยยย อัยการ ป. ปากเหม็นคนนี้ มีเงินเหมือนตนป่าว เดี๋ยวจัดหนักให้”ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
(2 ต่อ ) ดร.ณัฐวุฒิ ย้ำว่าตนไม่เคยไปวนเวียนไปหากินที่เนติบัณฑิต ย่านบางระมาด เพราะเรียนจบมากว่า 23 ปีแล้ว ไม่เคยไปอ้างอิงว่าจบเนติบัณฑิต ไม่เหมือนกับอัยการ ป. ปากเหม็น พี่น้องประชาชน อย่าไปเรียกมันว่า “อาจารย์” หยุดเรียกได้แล้ว สื่ออย่าไปติดตาม เพราะการให้ข่าวเป็นหน้าที่ของทีมโฆษก ไม่ใช่ได้คนนี้ ควรเรียกมันว่า “เหลือบไร” เป็นภาระของสังคม ประชาชนต้องมาแบกภาระจ่ายภาษีประชาชนเป็นเงินเดือนให้มันอีกทำไม ยุคนี้มันหมดอำนาจแล้ว
ส่วน นาย อ. สว.สำรองคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีฮั้ว สว. โดยตรง เพราะแท้จริงแล้ว นาย อ. คนนี้ร้องสอบคุณสมบัติ สว. ตัวจริง เพราะตนเองพลาดตรงแทงม้าผิดฝั่ง และมาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติ สว. ตัวจริง โดยตนเองอยู่ในลำดับ 3 แต่จ้องทำลายลำดับที่ 1-2 เพื่อเสียบตัวจริงไม่เกรงใจเพื่อนๆ สว.สำรองเลย แบบนี้ ใครคบด้วยก็บ้าแล้ว นาย อ. คนนี้ไปเอาเบอร์ของตนจากนักข่าวช่อง NBT รายการหนึ่ง และโทรศัพท์มาหาตน ขอพบและทานข้าว ตนไม่ได้รับนัด รอแต่เช้ายันเย็น ไปเจอครั้งแรกที่ร้านอาหารภัตตาคารเพลินวิภาวดี 2 ครั้ง ตนไม่รับทำงานให้ นัดเจอแถวร้านมาเรีย อีก 2 ครั้ง ตนไม่รับทำคดีให้ และมารอพบตนอีกที่แจ้งวัฒนะ ตนไม่ได้ให้พบ ต่อมานัดอีกที่โรงแรมย่านติดกับด่านทางด่วนยมราช เจ้าของเป็น สว.สำรอง
ดร.ณัฐวุฒิ เผยว่า ขอร้องตนให้ทำคดีให้ แต่ปฏิเสธหลายครั้ง เพราะไม่มีเวลาดูคดีให้เพราะงานเยอะ ลองไปถามนาย อ. จริงหรือไม่ เพราะตนมีพยานเป็นทีมทนายความ นาย อ. มาพร้อมกับ นาง ณ. และ สว.สำรอง นายก คนพิการ จ.ลพบุรี ต่อมาให้ตนไปพูดคุยที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ใกล้ทางด่านยมราช เจ้าของเป็น สว.สำรองเหมือนกัน เป็นเจ้าของตึกใบหยก และมีอดีต สส. หลายสมัย อยู่นครราชสีมา และ สว.สำรองรายหนึ่งอยู่พานสนิคม จังหวัดชลบุรี และมีทนายความรายหนึ่ง สว.สำรองอยู่นครปฐม และ สว.ตกรอบ จังหวัดราชบุรี รวมถึง สว.สำรองรายหนึ่งอยู่ปทุมธานี ชอบอ้างว่าเป็นญาติกับประธาน กกต. คนปัจจุบัน รวมถึง สว.สำรองที่อยู่เกาะหนึ่งในภาคใต้ อดีตนายก อบต. และ สว.สำรองรายหนึ่งที่พูดเสียงดัง และเชื่อมกับ นาย ม. อดีตผู้ตรวจการ กกต. ประจำจังหวัดสมุทรปราการ เข้ามาพูดคุยและเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด เพื่อให้ตนเองขึ้นมาเป็น สว. ตัวจริง กลุ่มนี้จะเป็นขาประจำอีเวนต์หน้า กกต. ร้องเรียนทุกสัปดาห์ เปลี่ยนหน้า และแบ่งหน้าที่กันทำ ตอนนี้ มีลูกไอ้ขี้คุกแถวบุรีรัมย์ ชื่อเล่นว่า อ. รับจ้างร้องอีกและนำเอกสารให้นาย ย. แห่ง iLaw แว่วว่า ข่าวลือหนาหูว่า แก๊งค์ตบทรัพย์รายนี้ รวมหัวกันแถวร้านตะวันแดง บุรีรัมย์ รับเคลียร์งาน โดยเทคนิคสร้างตัวตนรับจ้างร้อง และนำชื่อเสียงไปตบทรัพย์ชาวบ้าน ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ให้พี่น้องตำรวจกวดขันหน่อย เห็น นาย อ. ใช้โซเชียล ท้าทายตน อยากเจอกับตน โถ่ ไอ้ขี้ขลาด เจอที่เนชั่นไปดีเบต มันยังไม่เข็ด อย่าให้เส้นกระตุก “จั๊กจี้” ไอ้คนนี้มันชอบอ้าง “จังหวัดบุรีรัมย์” แต่ทนายในจังหวัดบุรีรัมย์ไม่มีใครเขาเอามัน ว่าความเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไอ้กระจอก บ้านอยู่แถวหลังแฟชั่นไอส์แลนด์ คอนโดอยู่แถววังทองหลาง ใกล้โรงเรียนบดินทรเดชา ตนไม่ให้ราคา กระจอก เด็กเมื่อวานซืน ไม่มีเงิน 500 ล้าน อย่ามาท้าทายตน ตนไม่ให้ราคา ไม่สนใจ ฝากพี่น้องสื่ออย่าไปให้ความสำคัญกับมัน แค่พ่อกับแม่ติดคุกในคดีจำหน่ายยาเสพติดทั้งคู่ ตนมีหลักฐานหมด ไม่ได้นำครอบครัวมาบูลลี่ เพราะบิดาและมารดาของ นาย อ. ท่านทั้งสองไม่เกี่ยว แต่อยากให้มาจี้เอวตน เส้นจะได้กระตุก มัน “จั๊กจี้” จะได้ทำถึง ไม่รู้ว่า สภาทนายความยุคนี้ ปล่อยมาได้อย่างไร เพราะสมาชิกทนายความมีพฤติกรรมต่อประชาชน ขัดต่อมรรยาททนายความ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แต่ลืมไป ผู้บริหารเป็นเสื้อส้ม ส่วน นาย อ. สว.สำรอง กลุ่ม 10 มาจาก จว.โคราช เป็นทีมเดียวกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาในหลายท้องที่ อาศัยเงินจาก สว. กลุ่มชาวนา คนหนึ่ง ชื่ออักษรย่อว่า ณ. และสามีชื่อ ธ. ครอบครัวนี้เคารพได้ ยึดมั่นในคุณธรรม สามีเขามีวิสัยทัศน์และยึดความถูกต้อง โดยเห็นว่า นาย อ. รีดไถเงินประจำ อ้างอีเวนต์กิจกรรมทางการเมือง ให้ กกต. ไปตรวจสอบด้วยว่า นาย อ. ขาดคุณสมบัติ สว. หรือไม่ ตนขอเป็นเจ้าภาพเอง หากไม่หยุดปลุกปั่นป่วน กกต. ปัจจุบันนาย อ. คนนี้อยู่แถวสิงห์บุรี ให้ไปดูตรวจสอบเส้นเงินได้เลยว่าเชื่อมโยงกับ นาย ท. กับ นาย อ. มีเส้นเงินกันอย่างไร ตนจะนำหลักฐานไปมอบให้ประธาน ปปง. และจะกล่าวโทษข้อหาฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน ยึดทรัพย์ให้หมด เพราะกลุ่มนี้ไม่มีอาชีพรองรับ หลักลอย ขับรถโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ คุณได้มาอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้ พวกคุณต้องเจอของจริงคดีฮั้ว สว. เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ปั่นกระแสขึ้นมา ไม่มีสำนวนในระบบของกฎหมาย เป็นเพียงภาษาชาวบ้าน แต่ภาษากฎหมายเรียกว่า คดีทุจริตการเลือก สว. ตาม พ.ร.ป. สว. เป็นคดีปกติในชั้น กกต. ให้พี่น้องประชาชนเปรียบเทียบกับคดีในชั้นพนักงานสอบสวน แต่คดีเลือกตั้งหรือการเลือก สว. แตกต่างจากคดีอาญาปกติ เพราะคำวินิจฉัยในคดีการเลือก สว. ให้ยึดมติองค์คณะเสียงข้างมาก โดยที่ประชุมใหญ่จะต้องใช้ดุลพินิจโดยต้องกล้าหาญถือเสียงข้างมากเป็นหลัก หากเป็นข้อเท็จจริงที่ปั้นแต่งมา ให้ยึดหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ อย่าไปนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือรับฟังเสียงบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
“แว่วมีข่าวหนาหูว่า มีอดีต กกต. คนหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหา ที่ สน.ทองหล่อ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมฯ ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ที่ สน.ทุ่งสองห้อง ข้อหาทุจริตในขณะดำรงตำแหน่ง กกต. และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง และที่ สน.บางโพ ข้อหาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ตนได้ส่งให้ ป.ป.ช. เชือดแล้ว ลองไปสืบค้นดูว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นำเอกสารสำนวนคดีไปเปิดเผย ตนดำเนินคดีอาญาหลายข้อหา ส่วน ไอติม ยิ่งชีพ iLaw ถูกดำเนินคดีอาญาทุกราย ลองไปถาม สส.ผึ้ง พนิดา มงคลสวัสดิ์ ดูว่า โพสต์พาดพิง กมธ.กิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร หากไปตรวจสอบรายชื่อแก๊งค์ส้ม โดยตนเชือดทุกราย คุณมาร์ค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นักการเมืองน้ำดี พลอยซวยกับเขาไปด้วย หลานไอติม ทำให้ซวยไปด้วยไปร่วมลงมติกับเขาด้วย ไม่น่าพลาด ตนต้องดำเนินคดีอาญาและจริยธรรมร้ายแรง”ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
(3 ต่อ) ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่าตนตรวจสอบ มีอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการยาเสพติด สำนักงานอัยการยาเสพติด คนปัจจุบัน มาให้คำปรึกษาแก๊งพรรคส้ม เป็นอนุ กมธ.กิจการศาลฯ คณะที่ 1 แสดงว่ากำลังให้ฝ่ายกฎหมายยกร่างและดำเนินคดีวินัยร้ายแรง วางตัวไม่เป็นกลาง ตนจะเป็นคนยื่นหนังสือเชือดเอง กอ. จะย่อมาจาก กูเองหรือไม่ ต้องดู อาจพวกอัยการอาวุโสสำนักงานอัยการสอบสวนอีกคน ที่ปากเสีย ทำพฤติกรรมแย่ ไม่ควรเรียกมันว่า “อาจารย์ปรเมศร์” ควรเรียกมันว่าอะไรดี เรียกว่า สมุน กูเอง “สำนักเสือกหาแสง” แล้วกัน พวกคุณทำอะไรกับตนไว้ ตนจะเอาคืนทุกดอก
“ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. รู้ทุกเรื่องแต่ไม่เคยรู้เรื่องของตนเอง วานนี้ (10 กันยายน 2569) ตนได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายไปยื่นหนังสือต่อ ผกก.สน.ทองหล่อ อีกครั้ง บี้ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับพวกข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมฯ ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไป และยื่นหนังสือคัดค้านการประกันตัว นอกจากนี้ทำหนังสือถึงหัวหน้าสถานีทองหล่อ คัดค้านตัวพนักงานสอบสวนรายหนึ่ง ไปซูเอี๋ยกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ขาดความเป็นกลาง คดีลหุโทษ แค่ปรับ แต่ตนไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะมันจั๊กจี้ หากนายสมชัยฯ ไม่เอาแฮนด์รถจักรยานยนต์มากระทุ้งเอวตนเองก่อน คลิปที่เผยแพร่เป็น AI ปัญญาประดิษฐ์ ในยุค AI ดัดแปลงง่าย ผ่านโทรศัพท์มือถือก็ทำได้หมด”ดร.ณัฐวุฒิกล่าว
ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ว่าตนมีหลักฐานต้นฉบับจริง เพราะไปกับทนายความถึง 3 คน ตนมีหลักฐานหมด นายสมชัยฯ กลับหน้าด้าน ไม่อายตนเอง ตนเป็นลูกชาย หากทำผิด กล้าทำ กล้ารับ แต่ตนเส้นกระตุก มันจั๊กจี้ อยากให้นายสมชัยฯ มาจี้เอวตนอีก จะได้รู้ว่า “จั๊กจี้” เป็นอย่างไร จะได้ไม่ไปน้ำลายฝ่ายเดียว แต่ร้อยเวรคนนี้กลับทำตัวเป็นตัวความเสียเอง หากไม่หยุดไปยุ่งเหยิงกับสำนวนคดี ตนไม่เอาไว้แน่นอน ไม่ควรให้เป็นตำรวจอีกต่อไป มีที่ไหน เอารายละเอียดข้อมูลในสำนวนไปแจ้งนายสมชัยฯ ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้เสียหายในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมฯ ฟอกเงิน ร้อยเวรคนนี้โทรมาบี้ให้นำพยานที่เป็นทนายความรู้เห็นเหตุการณ์ไปสอบ บอกได้เลยว่า “อ่อน” เพราะตนอ้างพยาน ไม่สามารถสรุปสำนวนกลั่นแกล้งตนเองได้ เหลี่ยมกฎหมายตนเหนือกว่าอยู่แล้ว ทำงานกฎหมายมา 30 กว่าปี ไม่ได้กินตนเองหรอก กระจอก มีที่ไหนคดีลหุโทษ คัดค้านการประกันตัว ไม่มีตำรวจตนไหนเขาทำกัน ให้ไปถาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ดูได้ว่า ผิดปกติวิสัยตำรวจน้ำดีไหม ขอฝาก พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนต่อไป หากเห็นรายชื่อไอ้หมอนี่ชื่อเหมือนตนเอง “ณัฐวุฒิ” สน.ทองหล่อ เอาไปดองเค็มและให้ไปแก้คดีอาญาที่ ป.ป.ช. ก่อน รับรองสนุกแน่ ตนยี่ห้อกัดไม่ปล่อยเสียด้วย ให้ไปถามนายสมชัยฯ อดีต กกต. โดนคดีอาญาไป 6 คดีแล้ว รับรองแซ่บถึงใจ ทำถึง นอนผวาทั้งคืน อย่าไปเรียกมันว่าอาจารย์ ต่อไปเรียกผู้ต้องหา และนักโทษ คุณได้เจอผมทุกดอก ตนเสียหายจากการกระทำของร้อยเวรคนนี้ เล็งจะไปกล่าวโทษคดีอาญาที่ ปปป. กองบัญชาการสอบสวนกลาง รวมถึงจะไปจิบกาแฟที่พูดคุยคดีวินัยร้ายแรงกับจเรตำรวจแห่งชาติซะหน่อย คดีวินัยร้ายแรง รู้จักป่าว พฤติกรรมขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ ตนคนจริง คุณได้เจอตอของจริง ไม่เอากระเช้ามาขอโทษ แต่จะเอาติดคุกสถานเดียว
ดร.ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่าส่วนสัปดาห์หน้า ให้พี่น้องสื่อติดตาม ตนจะไปดำเนินคดีอาญากับผู้บริหารสภาทนายความชุดนี้ เหมาเข่ง โดยเฉพาะไอ้นายทะเบียนสภาทนายความ ต้องจัดหนักหน่อย พวกคุณทำอะไรไว้ ตนได้รับเอกสารนี้ มีผู้ประสงค์ดีเอาหลักฐานมาให้ จะได้รู้ว่า นายกสภาทนายความคนปัจจุบัน จะเอาหน้าไปไว้ไหน และตนได้ไปแจ้งความเพิ่งทราบเรื่องวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ สน.ธรรมศาลา เพื่อสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สภานายกพิเศษ ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม คืนความเป็นธรรมให้แก่ตน ฝากพี่น้องทนายความ นักกฎหมายทั่วประเทศ อย่าไปเลือกผู้บริหารสภาทนายความชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่อีก ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร ขาดความโปร่งใส ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน ทำให้ตนถูกกระทบสิทธิ แม้ตนไม่ได้ว่าความแล้ว เพราะต้องบริหารงานบริษัทถึง 40 บริษัท ธุรกิจครบวงจร กลุ่มนี้เป็นผู้บริหารสภาทนายความเสื้อส้ม มือฝึกหัด อ่อนประสบการณ์ บริหารสู้ตนเองได้ป่าว ต้องถามว่า เงินที่ไปแจก นโยบายประชานิยม มาจากเคสภูเก็ตหรือไม่ ให้ไปถามนายสมชีพ เทพอักษร คู่กรณี ทั้งคดีแพ่ง ทิ้งคดี ตระบัดทรัพย์สินของลูกความ ที่ศาลแพ่งมีนบุรีอีก ตนมีหลักฐานหมด ให้ไปถาม นายธนพล คงเจี้ยง จริงหรือไม่ เพราะเรียนจบปริญญาสาขาการเมืองที่รามคำแหงรุ่นน้อง ตนจบปริญญาเอกสาขาการเมือง รุ่น 1 รุ่นเดียวกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ธนพลหรือนพ เรียนรุ่น 9 ไปถามเขาว่า จริงไหม เขาจบด้วยวิธีพิเศษอย่างไร ต้องมาถามเขา ผมมีข้อมูลและเป็นประจักษ์พยานได้เห็นได้ยินพูดคุยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีอาจารย์สุรพลฯ ผอ.โครงการหลักสูตรนี้ อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อไม่เกรงใจกัน แถมให้ข้อมูลนายเรือบิน หรือธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ สมุนนายสมชัยฯ เรียนหลักสูตร LOBBY รุ่น 1 คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหงกับนายธนพลฯ ต้องไปถามนายธนพลว่า ตนเรียนในรุ่นนี้หรือไม่ ตนถึงบอกไงว่า มีข้อมูลหมด
ตนได้ตรวจสอบแล้วกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรีปทุม นายเรือบินคนนี้ ไม่มีตำแหน่ง ผอ.ดีโหวต ตนยังสงสัยว่า เรียนจบปริญญาเอกเมื่อไหร่ สถาบันไหน เพราะขณะเรียนหลักสูตร LOBBY รุ่น 1 ปี 2561 ยังละอ่อนอยู่เลย แต่กลุ่มนี้ไม่มีงานทำ หลักลอย ตกงาน ใช้โซเชียลสร้างตัวตน ไม่มีความรู้ เป็นลูกสมุนของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา พยายามสร้างตัวตนหาแสงให้ตนเอง ตนต้องดำเนินคดีอาญา ตนไม่ยอม เรื่องนี้ต้องจัดการให้เด็ดขาด เป็นภัยสังคมกระทบคนหมู่มาก ปั่นป่วนสังคม
“ตนรับไม่ได้ นายกสภาทนายความมือหัดขับ ขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่ยึดธรรมาภิบาล เอาองค์กรไปให้บุคคลอื่นทำลายผู้ประกอบวิชาชีพ ขาดความเป็นธรรม จบดอกเตอร์ได้มาอย่างไร รับรองสนุกแน่ ตนไม่ยอม ไม่ต้องมาคุยกับตน สมคบกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ จำหน่ายชื่อตนจากสมาชิกทนายความ ตนไม่มีประวัติต้องคดีอาญา แม้แต่คดีเดียว ต้องดำเนินคดีอาญากัน ไม่เอาไว้ พวกคุณเจอผมรื้อแน่ บอกได้เลยว่า “กูไม่กลัวพวกมึง” ส่วนที่เผยแพร่การตรวจประวัติสมาชิกสภาทนายความก่อนขึ้นทะเบียน ในเมื่อตนได้ยื่นพร้อมตรวจสอบประวัติไม่พบประวัติการกระทำผิดอาชญากรรมของตน มติสภาทนายความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฝากรัฐมนตรียุติธรรมคืนความเป็นธรรมให้ตนเองกับมติอัปยศนี้ด้วย ไอ้พวกนี้ ต้องเจอคนอย่างตน ใครมีหลักฐานให้ส่งมา ตนขอเป็นเจ้าภาพ ทำถึง จัดหนัก จัดการเอง หรือว่า นายธนพล จะมา “จั๊กจี้” เอวตนเองก็ได้ นัดมาได้เลย สัปดาห์จะเอาประวัตินายธนพลฯ ไปแฉที่สภาทนายความเลย รู้จักกูน้อยไป กระจอก”ดร.ณัฐวุฒิ
