บี้ทุกดอก!!! 14 ก.ย.นี้ “ดร.ณัฐวุฒิ” บุก สตช. ยื่นหนังสือ “กิติ์รัฐ” ผบ.ตร. ขอให้โอนคดีอาญา “สมชัย-ปริญญา-ยิ่งชีพ” กับพวก ปมร่วมกันฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ให้กองปราบปรามทำคดีแทน

วันที่ 13 กันยายน 2569 สืบเนื่องจาก ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจ. AURELIAN และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมฯ พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร ร่วมกันฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และได้แจ้งความไว้ที่ สน.ทองหล่อ นั้น ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ได้ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 12 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 16 มาตรา 18 วรรคท้าย เพื่อขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในเขตอำนาจ เพื่อขอหมายจับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 66 (1) กับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก รวม 6 คน เพราะเกรงว่าจะหลบหนีและคดีมีอัตราโทษสูง และคัดค้านการประกันตัว ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2569 ได้ยื่นหนังสือต่อ ผกก.สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินการตามขั้นตอน ป.วิ.อาญา มาตรา 66 (1) และคัดค้านพนักงานสอบสวนรายหนึ่งในคดีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กับพนักงานสอบสวนรายนี้ทำเป็นตัวความเสียหายเอง โดยเป็นคดีลหุโทษตาม ป.อ. มาตรา 391 และมาตรา 392 แต่มีพฤติการณ์ร่วมกันคบคิดกับนายสมชัยฯ คัดค้านการประกันตัว ทั้งที่เป็นความผิดลหุโทษ ผิดปกติวิสัยพนักงานสอบสวนทั่วไป และคอยสั่งการให้เขียนบันทึกการจับกุมบิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ตรงต่อความเป็นจริง เข้าข่ายลักษณะข่มขู่พยาน รวมถึงนำความลับในสำนวนไปแจ้งให้นายสมชัยฯ ทราบ มีพฤติกรรมปรากฏชัดไม่เป็นกลางในคดี ทั้งนี้ ดร.ณัฐวุฒิฯ ได้จ่อที่จะดำเนินคดีอาญากับพนักงานสอบสวนรายดังกล่าวแล้ว
ดร.ณัฐวุฒิ เห็นว่า สน.ทองหล่อ ที่ตนไปกล่าวโทษตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 และโดยทีมทนายตนรวบรวมพยานหลักฐานไปให้ทั้งหมดแล้ว แต่ยังเห็นสำนวนบางอยู่ หมายถึง เอกสารที่ผู้เสียหายได้ส่งให้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีสูญหายไปไหนหรือไม่ อย่างไร หรือว่าแยกเก็บ ไม่น่าจะใช่นะ เพราะมิใช่ศาล พยานหลักฐานที่ทีมทนายของตนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอแล้วที่จะมีเหตุในการขอหมายจับต่อศาลได้ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมฯ ฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน คดีมีอัตราโทษอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี และผู้ต้องหาเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อย ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน มีเหตุขอหมายจับต่อศาลตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 66 (1) ได้ แต่เหตุใดถึงไม่ดำเนินการตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 66 (1) โดยยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ แต่ทำสำนวนคดีล่าช้า ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกับนายเพนกวินฯ ที่หลบหนีไปต่างประเทศตามช่องทางธรรมชาติเช่นหนีไป โดยหลักแหล่งที่แน่นอน โดยใช้ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นแหล่งพบปะและฟอกตัว ทั้งผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 ราย ไม่กล้ามาให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก โดยใช้โซเชียลข่มขู่ ใครเห็นต่างจะใช้วิธีนี้ทันที ทำลายชื่อเสียงและข่มขู่ถึงครอบครัว ตนก็โดนไอ้สมชัยฯ กระทำเช่นกัน มันหมดเวลาของนายสมชัยฯ แล้ว ทั้งปรากฏชัดแจ้งจากการคำรับของนายสมชัยฯ จากเรื่องเด่นเย็นนี้กับสื่อช่องหนึ่ง โดยโพสต์ทางเฟซบุ๊กให้เป็นหลักฐานว่า ไม่ได้ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 โยนความผิดให้กฎหมายที่เก่า แต่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายเนี่ยนะ พฤติการณ์แห่งคดีแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน นายสมชัยฯ คอยโพสต์ปั่นเพื่อให้ประชาชนบริจาคผ่านบัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร” ทำเป็นขบวนการ โดยนำเงินไปต่อสู้อำนาจรัฐและในการว่าจ้างทนายความและเสียค่าปรับ กฎหมายห้าม เข้าใจไหมครับ วัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ ผกก.สน.ทองหล่อ กลับไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ป.วิ.อาญา มาตรา 66 (1) ตนขอถามเลยว่า ผกก.สน.ทองหล่อทำอะไรอยู่ หากผู้ต้องหาหลบหนี คุณต้องรับผิดชอบ ตนไม่เอาไว้แล้วกัน
“โดยพรุ่งนี้ วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ตนจะไปยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ขอให้โอนสำนวนคดี 2 จาก สน.ทองหล่อ ให้กองบังคับการสอบสวนกลาง กองปราบปรามทำคดีนี้แทน น่าจะมีเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นเงินระหว่างผู้ต้องหาที่โอนให้หญิงรายหนึ่งดีกว่า น่าจะมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดีกว่า เท่าที่ทราบ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีรวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อให้ไปยื่นคำร้องขอหมายจับ และเท่าที่ทราบยังไม่ได้อายัดเงินมาเป็นของกลางในเงินระดมทุนบริจาคอันเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน อันเป็นมูลฐานการฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตนขอตั้งคำถามว่า ผกก.สน.ทองหล่อทำอะไรอยู่ ทั้งตนยื่นหลักฐานเป็นใบเสร็จโอนเงิน เป็นของกลางในคดี ให้ไปอ่านประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เยอะ ๆ รวมถึงไปทำความเข้าใจ พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 4, 172 เยอะ ๆ จะได้รู้ว่า นอกจากจะเข้าข่าย มาตรา 157, 200 แล้ว คดีอาญาจะยาวเป็นหางว่าว” ดร.ณัฐวุฒิกล่าวย้ำ
ดร.ณัฐวุฒิ ยังชี้ว่าหากไม่ทำหน้าที่ก็ให้คนอื่นที่เหมาะสมและทำตามหน้าที่โดยเคร่งครัดจะดีกว่า ควรไปพักผ่อนได้แล้ว ไม่ควรมานั่งขวางคนอื่น ให้คนอื่นที่มีประสิทธิภาพและยึดหลักกฎหมายมาทำหน้าที่แทน ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานหัวหน้าสถานี เรียนผ่านหลักสูตร ผกก. มาได้อย่างไร หย่อนยานในการทำหน้าที่ ให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทนดีกว่า อยู่ไปก็เสียอัตรา ผกก. เสียภาษีประชาชนเปล่า ๆ คนอย่างตนคนจริงนะจะบอกให้ ยี่ห้อนี้ บอกแล้วว่า “กัดไม่ปล่อย” ไม่เชื่อให้ไปถามนายสมชัยฯ อดีต กกต. เจอตนดำเนินคดีอาญาไป 6 คดี แค่เบา ๆ นายสมชัยฯ ยังมีคดีอีกเยอะ ที่กล่าวโทษ แต่ตนจะทยอยกล่าวโทษและจะดาวกระจายทุกจังหวัด ไม่น้อยกว่า 100 คดี รับรองสนุกแน่ ผวาไปทั้งคืน ตนไม่ได้หมูนะ ทำงานกฎหมายมา 30 กว่าปีแล้ว เหลี่ยมกฎหมายตอกกลับทุกดอก จะเอาไอ้นี่ติดคุกให้ได้ ทำกรรมกับแผ่นดินไว้เยอะ ถึงเวลาต้องมาปราบนายสมชัยฯ ด้วยตนเอง ฝากไปบอกมันได้เลย หลังวันที่ 14 กันยายน 2569 พรรคสีส้มเขาไม่ใช้งานแล้ว เอาตัวเองให้รอดก่อนที่มาจุ้นกับ กกต. รู้ทุกเรื่องไม่เคยรู้เรื่องของตนเอง เงินที่ได้จากอดีต รมว.ยุติธรรมคนหนึ่งให้มาล้มรัฐบาล และยุบพรรคภูมิใจไทย รู้นะว่าคุณซุกไว้ที่ไหน อดีต กกต. หลักลอย ไม่มีแหล่งที่อยู่ที่แน่นอน ตนมีข้อมูลหมด รับรองสนุกแน่ ตนจะเอาคืนทุกดอกอย่างสาสมและใช้กฎหมายจัดการให้เด็ดขาด
