“พลพีร์” รมช.มหาดไทย นำทัพ “กรมที่ดิน–MEA–PEA” ลงนาม MOU ติดตั้ง Solar Rooftop สำนักงานที่ดินกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

“พลพีร์” รมช.มหาดไทย นำทัพ “กรมที่ดิน–MEA–PEA” ลงนาม MOU ติดตั้ง Solar Rooftop สำนักงานที่ดินกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้ายกระดับ MEA-PEA จากผู้ให้บริการไฟฟ้าสู่ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้หนุนพี่น้องประชาชนใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน


.
วันนี้ (21 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การศึกษาแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก ระหว่างกรมที่ดินกับการไฟฟ้านครหลวง และการลงนาม MOU โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา Solar rooftop ในอาคารสำนักงานที่ดิน ระหว่างกรมที่ดินกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 6 อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร
.
นายพลพีร์ กล่าวว่า พิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็น “หมุดหมายสำคัญแห่งการบูรณาการ” การดำเนินงานร่วมกันเพื่อสนองตอบนโยบายการอนุรักษ์พลังงานของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายหลักในการ “ส่งเสริมให้หน่วยงานราชการลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลง” บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม พร้อมร่วมกันศึกษา สำรวจ ออกแบบ และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) สำนักงานและลานจอดรถ ณ สำนักงานที่ดินกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างมั่นคงและยั่งยืน
.
“การผนึกกำลังของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการ “ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นใด” และแม้ว่าการที่สำนักงานที่ดินผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองจะส่งผลต่อรายได้เชิงพาณิชย์ของการไฟฟ้าลดลงไปบ้าง แต่ในเชิงโครงสร้างภาพรวมของระบบพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยชะลอต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ และช่วยปกป้องพี่น้องประชาชนไม่ให้ต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าผันแปรหรือต้นทุนแฝงที่สูงขึ้นเกินความจำเป็น จึงเป็นโครงการแม่บทและเป็นต้นแบบเชิงประจักษ์ของการบูรณาการระหว่างส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยงบประมาณด้านค่าสาธารณูปโภคที่สำนักงานที่ดินสามารถประหยัดได้ ย่อมแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นงบประมาณที่นำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการพี่น้องประชาชนที่มาติดต่อราชการในทุกมิติ เพื่อให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม” นายพลพีร์ กล่าว
.
นายพลพีร์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยังมีนโยบายเชิงรุก สนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยส่งเสริมการติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือน และจำหน่ายส่วนเกินกลับคืนสู่ระบบสายส่งหลัก ทั้งนี้ ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากปริมาณการติดตั้งหรือเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับ “ความเข้าใจและความพร้อมของพี่น้องประชาชน” ตั้งแต่การตัดสินใจ การบริหารจัดการหนี้สิน การบำรุงรักษาระบบ ตลอดจนการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายแฝงที่อาจเพิ่มสูงขึ้น
.
“ดังนั้น การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Service Provider) ไปสู่การเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่สังคม (Educator) โดยเร่งกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน ไปสู่ประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ เพื่อเป็นเกราะป้องกันปัญหาการผิดนัดชำระหนี้หรือการขอยกเลิกสัญญาในภายหลัง อันจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและสร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาลได้”
.
นายพลพีร์ กล่าวช่วงท้ายว่า ขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหาร และบุคลากร ของทั้ง 3 หน่วยงาน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจผลักดันให้พิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อย ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินโครงการฯ จะดำเนินไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเสถียรภาพทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป