“ทักษิณ” หน้าชื่นอกตรม! ยิ้มบอกสื่อ “สบายๆ” แต่กลางศาลครวญหนัก ผวายึดรถกันกระสุน-ลือสะพัดเสี่ยงถูกฟ้องล้มละลาย

ระทึกศาลภาษีอากร! “ทักษิณ” ขึ้นเบิกความสู้คดียึดทรัพย์ซ้ำซ้อน โอดครวญถูกลอบสังหารหลายหน หวั่นสรรพากรยึดรถกันกระสุนไปขายทอดตลาดเท่ากับสั่งตาย! ตัดพ้อหมดตัวไร้รายได้วางเงินค้ำประกันภาษี เปรียบเจ็บกระทรวงการคลัง-สรรพากร เหมือนพ่อลูกที่ไม่คุยกันแต่ตามมาบี้หนี้ซ้ำซ้อน พร้อมลุ้นระทึกข่าวลืออาจถูกฟ้องล้มละลาย!

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2569 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาปรากฏตัวเพื่อเข้าร่วมการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ (อาคาร A) ในคดีมหากาพย์ที่ตนเองเป็น “โจทก์” ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีอายัดและยึดทรัพย์สินซ้ำซ้อนเพื่อชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นผลพวงจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568

โดยทันทีที่อดีตนายกฯ เดินทางมาถึง ได้เผยรอยยิ้มทักทายสื่อมวลชน เมื่อถูกถามถึงความกังวลใจในคดีนี้ เจ้าตัวตอบสั้นๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลายว่า “ไม่มีอะไรเลย สบายๆ”

แต่ทว่าบรรยากาศการไต่สวนภายในห้องพิจารณาคดีกลับดุเดือดและเต็มไปด้วยความดราม่า! เมื่อนายทักษิณลุกขึ้นเบิกความด้วยตนเอง โดยพุ่งเป้าไปที่ประเด็นการยึดและอายัด “รถยนต์ 5 คัน” ซึ่งไฮไลต์สำคัญคือรถยนต์สั่งทำพิเศษพร้อม “กระจกกันกระสุน” จำนวน 2 คัน

นายทักษิณอธิบายเหตุผลด้านความปลอดภัยอย่างน่าระทึกว่า สมัยเป็นนายกฯ ตนเคยถูกลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง แม้ปัจจุบันจะพ้นตำแหน่งแต่ก็ยังมีผู้ประสงค์ร้าย หากรถยนต์กันกระสุนคันนี้ถูกยึดไปขายทอดตลาด ชีวิตตนอาจตกอยู่ในอันตรายขั้นสุด เพราะรถลักษณะนี้ต้องใช้เวลาสั่งทำนานมาก

ในการตอบคำถามค้านของฝั่งจำเลย นายทักษิณยอมรับว่ารถยังอยู่กับตน แต่หากปล่อยไว้ก็ต้องถูกนำไปขายทอดตลาด และเมื่อถูกจี้ถามถึงการนำเงินมาวางเป็นหลักประกันเพื่อชะลอการจ่ายภาษี อ

อดีตนายกฯ ได้เผยความจริงสุดช็อกว่า “ปัจจุบันตนไม่มีรายได้ในส่วนที่จะนำมาใช้วางค้ำประกันแล้ว”

นอกจากนี้ นายทักษิณยังเบิกความตัดพ้อถึงผลพวงจาก “การรัฐประหาร” ที่ทำให้ตนหมดโอกาสกลับมาต่อสู้คดี พร้อมยืนยันหน้าดำหน้าแดงว่าการขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แม้พร้อมน้อมรับคำพิพากษาศาล แต่กระบวนการของกรมสรรพากรนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย!

พร้อมกันนี้ อดีตนายกฯ ยังได้ยกนิทานเปรียบเทียบสุดเจ็บแสบว่า กระทรวงการคลังเปรียบเสมือนพ่อ กรมสรรพากรเปรียบเสมือนลูก ตนเป็นลูกหนี้ได้หอบเงินไปจ่ายให้คนเป็นพ่อหมดแล้ว แต่ปรากฏว่า “พ่อกับลูกไม่คุยกัน” ทำให้ลูกมากัดฟันทวงหนี้กับตนซ้ำอีก!

ทั้งนี้ ภายในศาลยังมีการระบุถึงกระแสข่าวลือหนาหูว่า นายทักษิณอาจเผชิญกับการ “ถูกฟ้องล้มละลาย” เนื่องจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ประเมินแล้วมีมูลค่าไม่พอจ่ายค่าภาษี

สำหรับการต่อสู้ทางกฎหมาย ฝั่งนายทักษิณได้งัดพยานเด็ดเป็น “อดีตข้าราชการกรมสรรพากร” ขึ้นเบิกความ ขณะที่ฝั่งกรมสรรพากรก็ไม่ยอมน้อยหน้า ส่ง “เจ้าหน้าที่นิติกร” 2 ปาก เข้าเบิกความหักล้างต่อศาล

กระทั่งเวลา 11.14 น. ภายหลังการไต่สวนที่กินเวลามาราธอนเกือบ 2 ชั่วโมง มีรายงานว่านายทักษิณได้ขออนุญาตศาลเดินทางกลับก่อนเนื่องจากติดภารกิจ ทันทีที่ลงมาด้านล่างอาคาร ผู้สื่อข่าวพยายามรุมล้อมสอบถามผลการเบิกความ แต่นายทักษิณยิ้มและตอบสั้นๆ เพียงว่า “ไม่มีอะไรต้องพูด” ก่อนจะเดินฝ่าวงล้อมสื่อ พร้อมเอ่ยปากเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า “ระวังล้ม” จากนั้นได้โบกมือลาและขึ้นรถเดินทางกลับทันที.