นายกรัฐมนตรี ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ นัดสุดท้าย หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ก่อนเตรียมพักประชุมติดตามสถานการณ์รายวัน เผยจ่ายเงินเยียวยาแล้ว 5 รอบ กว่า 1,069 ล้านบาท ขอ ปภ.-คปภ.-ออมสิน เร่งตั้งหลักเกณฑ์ เบิกประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครัวเรือนละ 10,000 บาทรวดเร็ว พร้อมชื่นชมจังหวัดเพชรบุรีรับมือสถานการณ์น้ำฝนและระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว จนสถานการณ์คลี่คลายภายในไม่กี่ชั่วโมง พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ นำรูปแบบการบริหารจัดการน้ำไปเป็นตัวอย่าง

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงตลอดระยะเวลา 12 วันที่ผ่านมา โดยคาดหวังว่าขณะนี้จะเข้าสู่ช่วงท้ายของการบริหารจัดการสถานการณ์ เนื่องจากฝนที่กำลังเผชิญอยู่น่าจะเป็นฝนตกหนักระลอกสุดท้ายของฤดูกาล ขณะที่ปริมาณฝนที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างหนัก ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงตามที่กังวลไว้ เนื่องจากทุกหน่วยงานร่วมกันบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย แม้แต่พื้นที่กรุงเทพมหานครที่เคยมีน้ำท่วมขัง ขณะนี้ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมทุกหน่วยงานที่เร่งสำรวจรายชื่อผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา โดยจนถึงขณะนี้ได้โอนเงินช่วยเหลือแล้ว 5 รอบ จำนวน 135,782 ครัวเรือน เป็นเงินรวมกว่า 1,069 ล้านบาท ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งการจ่ายเงินครั้งนี้เป็นการทยอยโอนเงินให้ประชาชนในแต่ละจังหวัด โดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์สิ้นสุดลงก่อนจึงค่อยรวบรวมรายชื่อและโอนเงินพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลใช้ในอดีตเพื่อความรอบคอบ แต่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงมีรัฐมนตรีต้องไปตอบกระทู้ในสภาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีจึงขอให้แต่ละจังหวัดเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
สำหรับสถานการณ์น้ำโดยรวม นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีจังหวัดเพชรบุรีที่มีฝนตกหนักในช่วงบ่ายวานนี้ และมีภาพปรากฏว่าน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองและชุมชนขนาดใหญ่ ทำให้ต้องเตรียมระดมความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ โดยเบื้องต้นตนเองเข้าใจว่าอาจเป็นผลจากการระบายน้ำจากจังหวัดกาญจนบุรีหรือมวลน้ำจากจังหวัดอื่น แต่จากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากน้ำฝน
ซึ่งนายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น แต่เมื่อเดินทางกลับจาก จังหวัดเพชรบูรณ์ ถึงกรุงเทพมหานครได้รับรายงานว่าระดับน้ำลดลงและพื้นที่เกือบแห้งหมดแล้วภายในเวลาไม่นานกรณีดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการเส้นทางน้ำ ระบบท่อระบายน้ำ และการผันน้ำไปยังแหล่งรับน้ำ เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัยให้รวดเร็วที่สุด แม้จะเกิดน้ำท่วม แต่หากบริหารจัดการได้ตามแผนก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายในเวลาไม่นาน
นายกรัฐมนตรีจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนต่อเนื่องไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดยเน้นการระดมความช่วยเหลือ การวางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยอย่างทันท่วงที ตลอดจนการเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ท้ายที่สุดอาจไม่จำเป็นต้องนำออกมาใช้ หากสามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว
นายกรัฐมนตรีกำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ปรับปรุงและอัปเดตระบบแจ้งเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน มีเวลาเตรียมตัวและรับมือกับเหตุการณ์ได้ทันการณ์
ส่วนจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขอให้เร่งฟื้นฟูพื้นที่ ทั้งสาธารณูปโภคและถนนหนทางให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมเร่งสำรวจและประเมินความเสียหาย ลดขั้นตอนด้านเอกสาร เพื่อให้การจ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยหรือ คปภ.รวมถึงธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการตามระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาภายใต้ระบบประกันภัยที่จัดทำไว้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังเป็นการดำเนินการในช่วงแรก จึงต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดและเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามและโอนเงินช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว โดยหากเข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราการช่วยเหลือที่ภาครัฐเคยจ่ายในบางกรณี
สำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังและไม่สามารถระบายออกได้ รัฐบาลได้มอบหมายบุคลากรระดับบริหารลงไปกำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนลงพื้นที่ติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชน นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนกรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อร่วมแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เหลือเพียงงานเก็บรายละเอียดและฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในสัปดาห์นี้อาจมีปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF 2026 ซึ่งมีผู้นำและผู้แทนจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วม ขณะเดียวกันยังมีวันหยุดราชการวันคล้ายวันสวรรคตรัชกาลที่ 9 และ วันที่ 16 ตุลาคมเป็นวันหยุดราชการพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงขอความร่วมมือหน่วยงานราชการและภาคเอกชนให้พิจารณาใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดปัญหาการจราจรในช่วงที่มีการประชุมระดับนานาชาติ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่าเมื่อสถานการณ์ในหลายจังหวัดสามารถควบคุมได้แล้ว รัฐบาลจะพักการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันในช่วงเช้าไว้ก่อน แต่ยังคงให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะต้องกลับมาประชุมหรือไม่ โดยขอให้ ปภ. ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ และพิจารณาความจำเป็นในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าเพื่อประชุมติดตามสถานการณ์เป็นการเฉพาะ
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมประชุมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องการให้การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากปริมาณฝนที่ตกลงมา ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่สามารถดำเนินการได้คือการเพิ่มช่องทางระบายน้ำและบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มดำเนินการทั้งการจัดทำแหล่งพักน้ำและกักเก็บน้ำ รวมถึงการวางแผนผันน้ำจากพื้นที่ชัยนาทและป่าสักออกสู่อ่าวไทย โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจะปรับการจัดสรรงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ให้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณทั้งหมด แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหลังเกิดภัยพิบัติเท่านั้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองเห็นปัญหาน้ำท่วมมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จนถึงวันนี้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อมีอำนาจหน้าที่แล้วจึงเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พร้อมขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ร่วมกันดำเนินงานต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

