ว่าที่ผู้อำนวยการสถานศึกษาร้องรมว.กระทรวงศึกษาเร่งบรรจุเข้าตำแหน่ง จี้เลิกหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค์ต่อการบรรจุเข้าตำแหน่ง ​ และเยียวยา​บุคคลากร​ทางการศึกษา​

ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 สิงหาคม 2564 นายจำรัส เวียงสงค์ อดีตส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ นำตัวแทนผู้ผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 7 จังหวัด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรุ่น 6/2562 จังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วยนายขจรเกียรติ สุพิศ ,นายอภิวัฎฐ์ ศรีอวน จังหวัดเชียงราย, นายเอกลักษณ์ มีนาภา ตัวแทนฯ จังหวัดบึงกาฬ,นายภัทรพงศ์ อนุธรรม ตัวแทนจังหวัดขอนแก่น นายชนณ์ธนัชฎ์ โคตรพันธ์ ตัวแทนฯ จังหวัดสุรินทร์ และนายเอกสิทธิ์ ศรประสิทธิ์ ตัวแทนจังหวัดตรัง เข้ายื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์พิจารณาการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 

โดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้นายสุทธิ​ชัย​ จรูญ​เนตร ที่ปรึกษา​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มารับเรื่องและจะช่วยไปดำเนินการหาทางออกให้กับบุคคลากรทางการศึกษา

นายขจรเกียรติ สุพิศ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดำเนินการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน    ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศึกษาตามประกาศคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1  บัดนี้มีผู้ผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 53 ราย  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นผลกระทบจากหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดออกมาหลังจากประกาศการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกฯ

ตัวแทนตัวแทนผู้ผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เรียกร้องให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  ในส่วนของหลักเกณฑ์ และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา  ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอย้ายต้องดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในสถานศึกษาปัจจุบันไม่น้อยกว่า 12 เดือน  และกลับไปใช้ของเดิมที่ต้องดำรงตำแหน่งและได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน  เพื่อให้สามารถนำตำแหน่งว่างที่เหลือไปใช้สำหรับการบรรจุและแต่งตั้งจากบัญชี

ส่วนการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2563 รอบที่ 2 ที่ไม่จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาให้โรงเรียนปกติที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน  ทำให้จำนวนตำแหน่งว่างที่จะใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งน้อยลง  พร้อมกับขอให้ชะลอการบังคับใช้เกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  จากที่ในส่วนของการคำนวณอัตรากำลังสายงานบริหารสถานศึกษาให้สถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 41 คนขึ้นไป (ทุกพื้นที่) ให้กำหนดอัตรากำลังสายงานบริหารสถานศึกษาได้  ส่งผลให้มีตำแหน่งที่จะใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งเพิ่มขึ้น แต่เมื่อมีการชะลอการบังคับใช้เกณฑ์ดังกล่าวจึงทำให้มีการบรรจุและแต่งตั้งน้อยลงไปด้วย

ผู้ผ่านการพัฒนาฯ เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงเป็นผู้ที่มีความรู้และทักษะตามสมรรถนะหลักและสมรรถนะประจำสายงานผู้บริหารตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเป็นผู้จัดทำหลักสูตรการพัฒนาที่ผู้ผ่านการพัฒนาฯ ได้ผ่านการพัฒนามาเรียบร้อยแล้ว 

โดยใช้งบประมาณตามโครงการของหน่วยงานต้นสังกัด  และภายใต้สถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19  จนทำให้ต้องชะลอการดำเนินการสอบข้อเขียน-สอบสัมภาษณ์ ของการคัดเลือกตำแหน่งหลายอย่าง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2564  รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 5 ส่งผลกระทบต่อการสรรหาคนมาปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ  อีกทั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ได้มีการดำเนินการสรรหาบุคลากร ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา ปี พ.ศ. 2563  จึงขอเสนอการปรับตัวกับการใช้วิถีชีวิตใหม่ (new normal) ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่โดยการใช้บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมแล้วในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในปีการศึกษา 2564  ที่นอกจากจะเป็นการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัดแล้วยังเป็นการลดงบประมาณในการสรรหาบุคลากรและทำให้การใช้งบประมาณที่ผ่านมาก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาต่อไป

บทความที่เกี่ยวข้อง