มหาดไทยร่วมกับมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ปฐมนิเทศครอบครัวอุปถัมภ์ รุ่นที่ 47 ขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วม สร้างความสมานฉันท์และเปิดโลกทัศน์เยาวชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้สู่สังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อสันติสุขที่ยั่งยืน
.
วันนี้ (22 ก.ย. 69) เวลา 14.30 น. ที่ห้องสมรรถนานา โรงแรมนูโวซิตี้ ถ.สามเสน เขตพระนคร กรุงเทพฯ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ในฐานะนายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็นประธานเปิดการปฐมนิเทศครอบครัวอุปถัมภ์โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 47 โดยมี นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ อาทิ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต เลขาธิการมูลนิธิฯ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และตัวแทนครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัว จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สระบุรี และอ่างทอง ร่วมรับฟัง
.
นายกมูลนิธิฯ กล่าวว่า โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่รุ่นที่ 47 มีเยาวชนที่ผ่านการอบรมและเข้าร่วมโครงการแล้วรวมกว่าหนึ่งหมื่นคน ซึ่งได้นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปพัฒนาตนเองและทำประโยชน์แก่ภูมิลำเนา ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้เยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ เปิดรับมุมมองใหม่ ๆ ที่ไม่เคยพบเห็นในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม และสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียวและสมานฉันท์โดยปราศจากความแตกแยก
.
ในการขับเคลื่อนเจตนารมณ์ดังกล่าว “ครอบครัวอุปถัมภ์” ถือเป็นกลไกหลักที่มีความสำคัญยิ่ง โดยในรุ่นนี้มีครอบครัวอุปถัมภ์รายใหม่เข้าร่วม จำนวน 53 ครอบครัว ร่วมกับครอบครัวเดิมที่ได้ปฏิบัติหน้าที่สืบเนื่องมาหลายสิบรุ่น จึงขอสร้างความเชื่อมั่นครอบครัวอุปถัมภ์รายใหม่ว่า การทำหน้าที่ดูแลเยาวชนนั้นมิใช่เรื่องยากและไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องสถานที่ ความสะดวกสบาย หรือการพาไปทัศนศึกษาเป็นหลัก หากแต่อยู่ที่การเปิดใจ มอบความรัก ความอบอุ่น และความปรารถนาดีจากใจจริง ซึ่งความจริงใจและความเอื้ออาทรเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนปรับตัว เกิดความไว้วางใจ และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและอบอุ่นใจเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว
.
เลขาธิการมูลนิธิฯ กล่าวว่า โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 47 ประจำปี พ.ศ. 2569 ดำเนินงานโดยมูลนิธิสานใจไทยสู่ใจใต้ โดยนำเยาวชนจากพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของสงขลา) รวม 440 คน เข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรมระหว่างวันที่ 24 กันยายน ถึง 27 ตุลาคม 2569 โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินงานเป็นภาคกลาง/กรุงเทพมหานคร จำนวน 320 คน และกลุ่มจังหวัดอันดามัน (ภูเก็ต พังงา กระบี่) จำนวน 120 คน ทั้งนี้ กิจกรรมหลักสำคัญคือการพำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์เป็นเวลา 15 วัน (วันที่ 1–16 ตุลาคม 2569) ซึ่งในส่วนของพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครมีครอบครัวอุปถัมภ์เข้าร่วม 160 ครอบครัว (นับถือศาสนาพุทธ 45 ครอบครัว ศาสนาอิสลาม 115 ครอบครัว และเป็นครอบครัวใหม่ 53 ครอบครัว) ขณะที่พื้นที่อันดามันมี 60 ครอบครัว โดยได้รับการสนับสนุนและคัดเลือกครอบครัวอุปถัมภ์อย่างดียิ่งจากกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
.
ด้านรองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความสมานฉันท์และความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดมั่นในการน้อมนำหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งหวังให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำมาเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนงาน โดยยึดเอา “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ควบคู่กับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างยั่งยืน
.
“เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนการบูรณาการการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับพื้นที่ คัดเลือกเยาวชนที่มีความประพฤติดี มีภาวะผู้นำ แต่ขาดโอกาสทางสังคม ตลอดจนประสานงานกับครอบครัวอุปถัมภ์ทั้งในพื้นที่ภาคกลางและฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลเยาวชน สร้างความคุ้นเคย และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ให้เยาวชนได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุข”
