ส่งเสียงดังถึงนายกฯ! “สว.กัลยา” ยื่นข้อเสนอเด็ด ปกป้องสิทธิเมล็ดพันธุ์ ชี้อาหารปลอดภัยต้องเป็นของทุกคน

“กัลยา ใหญ่ประสาน” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดลำพูน ใช้เวทีวุฒิสภาลุกขึ้นสะท้อนเสียงของเกษตรกรรากหญ้า งัดประสบการณ์ชีวิตจริงจากการทำเกษตรอินทรีย์ยาวนานกว่า 45 ปี ลั่นวาจาดุดันปกป้อง “อธิปไตยทางอาหาร” จี้รัฐบาลนายกฯ อนุทิน และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สกัดกั้นกลุ่มทุนผูกขาดห้ามฮุบสิทธิเมล็ดพันธุ์ พร้อมยกคำสอนสะเทือนใจปราชญ์ปกาเกอะญอ ชี้ “ตอซังข้าวและรากเหง้า” คือเกราะคุ้มกันเดียวที่จะพาคนไทยรอดพ้นวิกฤตโลกเดือด!

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางกัลยา ใหญ่ประสาน สว.กลุ่มทำนาอินทรีย์ จ.ลำพูน ได้ใช้ช่วงเวลาปรึกษาหารือในที่ประชุมวุฒิสภา เปิดประเด็นร้อนแรงและทรงคุณค่าเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงและเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการพิทักษ์อธิปไตยทางอาหารของชาติ โดยหยิบยกเส้นทางชีวิตจริงที่ผ่านมาอย่างโชกโชน เริ่มตั้งแต่ยุคอดีตผู้เข้าร่วมต่อสู้ตามคำสั่ง 66/2523 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนได้กลับคืนสู่สังคมและผันตัวมาบุกเบิกทำไร่นาสวนผสมบนพื้นที่ 12 ไร่ของบรรพบุรุษ ก่อนขยายเพิ่มเป็นกว่า 20 ไร่ในปัจจุบัน

สว.กัลยา ฉายภาพความสำเร็จของการทำเกษตรปลอดสารเคมีว่า ตนยึดมั่นทำเกษตรอินทรีย์พึ่งพาตนเองมาโดยตลอด โดยใช้นวัตกรรมปุ๋ยหมักชีวภาพจากภูมิปัญญาชาวบ้าน นำใบไม้ผสมเชื้อจุลินทรีย์จากข้าวสุกที่เพาะเอง รำอ่อน และมูลวัว หมักใน “เสวียน” (คอกไม้รูปวงกลม) รดน้ำแบบไม่กลับกอง นำไปรองก้นหลุมปลูกพืชและใส่ในนาข้าว พร้อมทั้งพ่นฮอร์โมนน้ำหมักนมสดเป็นระยะ จนทำให้ข้าวแตกกอแข็งแรง ผล 45 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าธรรมชาติให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนที่สุด

สว.กัลยา ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง” ว่า เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเกษตรกรต้องรู้จักสังเกตต้นข้าวที่แตกกอดี เมล็ดเต่งตึง และออกรวงดก เพื่อเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปให้มีความแข็งแกร่งทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน

สว.กัลยา จึงได้ยื่นข้อเสนอผ่านประธานวุฒิสภา ไปยังนายกรัฐมนตรี รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.อว. เพื่อเรียกร้องให้ ปกป้องสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ โดยเด็ดขาด พร้อมประกาศกร้าวว่าอธิปไตยทางอาหารเป็นของประชาชนทุกคน ทุกคนต้องมีสิทธิเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย

“ขออย่าให้สิทธิในการครอบครองเมล็ดพันธุ์ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนผูกขาด หรือปัจเจกบุคคลใดที่อาจเข้ามาคุกคามอธิปไตยทางอาหารของประเทศชาติ” สว.กัลยา กล่าวเตือน

ในช่วงท้าย สว.ลำพูน ได้ทิ้งข้อคิดเตือนใจอันลึกซึ้งจาก “พ่อหลวงปราชญ์ชาวปกาเกอะญอแห่งขุนเขาบ้านแม่แฮใต้” ที่เปรียบเปรยวิกฤตโลกไว้ว่า ยามเมื่อเกิดพายุใหญ่โหมกระหน่ำ หินผาหรือต้นไม้ใหญ่อาจจะโค่นล้มลงได้ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากหายนะคือการยึดเหนี่ยวอยู่กับ “รากเหง้าดั้งเดิม” นั่นคือ ตอซังข้าวและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งตอกย้ำชัดเจนว่า สิทธิในเมล็ดพันธุ์ต้องเป็นของเกษตรกร และอธิปไตยทางอาหารต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต!