นายกรัฐมนตรีสั่งปิดแคมป์คนงานพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ 1 เดือน  ขอความร่วมมือไม่เคลื่อนย้ายเดินทางข้ามพื้นที่

ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุขในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่อหารือเรื่องวัคซีนและการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) สรุปสาระสำคัญดังนี้  

นายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นขณะนี้ รัฐบาลและหลายฝ่ายเป็นห่วงเนื่องจากสถิติการแพร่ระบาดสูงขึ้น ซึ่งมาจากการตรวจสอบเชิงรุกด้วย โดยที่ประชุมได้หารือเรื่องการบริหารจัดการวัคซีน ซึ่งรัฐบาลได้มีการเจรจาจัดหาเพิ่มเติมแล้ว และเตรียมการแผนการฉีดให้ตรงกับเป้าหมายตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้จะเร่งฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุและ 7 กลุ่มโรคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดิมไว้เดิมให้หมดและเป็นจำนวนที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย  เนื่องจากผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป จากนั้นจะทยอยดำเนินการในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ต่อไป

ด้านสถานการณ์แพร่ระบาดครั้งนี้ จากที่ได้รับฟังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีความห่วงใยกลุ่มคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นในแคมป์ที่พักคนงานต่าง ๆ จึงได้ตกลงที่จะต้องปิดแคมป์เหล่านี้ เพื่อระงับการแพร่ระบาด โดยกระทรวงแรงงานจะดูแลในช่วงที่มีการปิด 1 เดือน โดยต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดไว้ เพราะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อที่พิสูจน์ทราบได้ จึงขอให้ทุกคนอดทน ขณะที่ในส่วนโรงงานยังสามารถประกอบการได้แต่ต้องมีการ Bubble & Seal โดยเฉพาะ กทม. และปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ ปัตตานี ยะลา สงขลา นราธิวาส รวมทั้งจะพิจารณากิจการที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรค ซึ่งไม่เป็นการปิดทั้งหมด แต่จะมีมาตรการเฉพาะออกมาเป็นการชั่วคราว โดยรัฐบาลจะดูแลเป็นพิเศษทั้งหมดทั้งกิจการ พื้นที่ และคลัสเตอร์ รวมถึงโครงการการจ้างงานของรัฐขณะนี้ ขอให้หยุดชั่วคราวก่อน 1 เดือนเช่นกัน โดยจะมีการยืดเวลาให้สำหรับโครงการดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายไปมาของคนว่าจะต้องมีมาตรการที่เหมาะสม ขณะนี้ยังไม่จำกัดการเดินทาง แต่ในพื้นที่แต่ละจังหวัดก็จะมีมาตรการอยู่แล้วตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนอย่าเพิ่งเดินทางไป-มาข้ามพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้นำเชื้อโรคเข้ามาติดต่อกับบุคคลที่อยู่ในบ้าน รวมไปถึงมาตรการในการดูแลร้านอาหารต่าง ๆ รัฐบาลก็มีการดูแลอยู่แล้วเช่นกัน ยืนยันขณะนี้ยังไม่มีเคอร์ฟิว สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด และจะมีการจัดสรรวัคซีนเพิ่มขึ้น เพื่อจะลดการติดเชื้อไปได้มาก

นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ให้จัดหาเตียงสำหรับเตียงคนไข้หนักเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 100 เตียง เพื่อสร้างเป็น ICU รวมถึงการจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่มีความเชื่อมโยงกับระบบโรงพยาบาล ขณะเดียวกันก็มีการแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยจะมีการปรับโยกสับเปลี่ยนบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม รวมถึงการนำนักศึกษาของราชวิทยาลัยฯ ที่กำลังจะจบใหม่เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยในส่วนนี้ด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ต่าง ๆ อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามแม้มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจ แต่สาธารณสุขต้องมีบทบาทนำควบคู่กับการดำเนินการเรื่องเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้ด้วย โดยจะต้องดำเนินการทั้งสองส่วนให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งผลการประชุมวันนี้จะมีการสรุปเพื่อออกเป็นมาตรการปฏิบัติในวันที่ 28 มิถุนายนนี้  

นายกรัฐมนตรี ยังได้ย้ำขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความอดทนและเสียสละในการทำงานเพื่อคนไทยเป็นอย่างมาก พร้อมกล่าวว่าทุกคนจะต้องอดทนไปด้วยกัน ร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน จึงจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ หลายเรื่องจะต้องแก้ด้วยความรักความสามัคคี และลดความขัดแย้ง ทั้งนี้ ศักยภาพของประเทศไทยมีมาก เอกอัครราชทูตจากต่างประเทศต่างชื่นชมประเทศไทยว่าถึงแม้สถานการณ์รุนแรง แต่รัฐบาลประเทศเขามีความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขไทยว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะที่ผ่านมาไทยทำได้ดีมาโดยตลอด ระบบสาธารณสุขไทยเป็นลำดับ 6 ของโลก ดังนั้น จะว่ากันไปว่ากันมาแล้วทำให้ระบบสาธารณสุขไทยเสียหายไม่ได้ ต้องให้กำลังใจบุคลากรทางแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเราจะต้องชนะไปด้วยกัน 

บทความที่เกี่ยวข้อง