รวมคำอภิปรายอภิปรายญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152

คนไทยต้องเผชิญกับวิกฤต ‘แพง-จน-พัง ทั้งแผ่นดิน’ ถึงเวลาแล้วที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรตัดสินใจ ลาออก หรือ ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกชีวิต ลมหายใจและอนาคตของตัวเอง

+ 8 ปีประยุทธ์ ทำประเทศมืด 8 ด้าน

จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ กล่าวว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยฟื้นฟูช้าที่สุด โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว หากนับตั้งแต่วินาทีแรกที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงวันนี้เป็น ‘8 ปี ที่มืด 8 ด้านกับรัฐบาลแห่งความสิ้นหวัง’

1. ความมืดแห่งพันธนาการ เปิดประเทศด้วยระบบแย่ จนไม่รู้ว่าระบบนี้เรียกว่า Test&Go หรือ Let Them Go กันแน่?

2. ความมืดของเงินกู้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ 4 แสนล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 3.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 80 % ของเงินกู้ทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการแทบไม่เคยได้เงิน

3. ความมืดของค่าครองชีพ ที่สูงขึ้นเสียจนประชาชนยุคนี้คิดจะหายใจยังเหนื่อย

4. ความมืดทางสิ่งแวดล้อม วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เรื้อรัง รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ปล่อยคนไทยตายผ่อนส่ง

5. ความมืดของสาธารณสุข จากระบบสาธารณสุขไทยที่ขึ้นชื่อระดับโลก แต่วันนี้แค่บริหารจัดการวัคซีนยังลอยตัวปล่อยปละละเลย

6. ความมืดของจำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2564 นักท่องเที่ยวลดลงจากสถานการณ์ปกติ (ปี 2562) ประมาณ 93 เท่าหรือลดลง 99% อีกทั้งยังปรากฎอาชญากรรมที่แสดงให้เห็นความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

7. ความมืดของรายได้จากการท่องเที่ยว ไม่มีนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการก็ไม่มีรายได้ ลูกจ้างตกงาน เด็กจบใหม่ไม่มีงาน

8. ความมืดแห่งความยั่งยืนด้านท่องเที่ยว ที่รัฐบาลไม่มีความพร้อม

.

วันนี้ภาครัฐเป็นฝ่ายทอดทิ้งภาคการท่องเที่ยวให้อยู่กันอย่างเดียวดาย ไร้การดูแลและส่งต่อภาระที่รัฐบาลสร้างไว้ให้พวกเขาแบกรับเพียงลำพัง

+ เร่ง ‘เปิดประตูมังกร’ หนองคาย เปิดไทยเชื่อมโลก

กฤษดา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย กล่าวว่า หากทำโพลถามภาพจำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสายตาประชาชนอาจจบตั้งแต่คำถามแรก เพราะไม่มีผลงานที่น่าจดจำแม้แต่อย่างเดียว ย้อนกลับไป 9 ปี ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้เตรียมดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง 2 ล้านล้าน ประชาชนกำลังมีความหวัง ที่เชื่อมต่อไปยังเสียงจันทร์และคุณหมิง หากทำตั้งแต่วันนั้น วันนี้คงแล้วเสร็จไปแล้ว และนี่คือความผิดพลาดมหันต์ของรัฐบาลนี้ที่ไม่มีความพร้อมจนคนไทยต้องเสียโอกาส

.

ลาวใช้เวลา 4 ปีสร้างรถไฟความเร็วสูง 400 กิโลเมตร ขณะที่ไทยใช้เวลา 2 ปีกว่าสร้าง 3 กิโลเมตร และรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว ทำให้เศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านเติบโตขึ้นอย่างมาก ขณะนี้มีคำถามว่า ไทยพร้อมหรือไม่ที่จะเชื่อมต่อกับโลก แต่หากรัฐบาลยังบริหารแบบนี้เขาอาจจะลืมประเทศไทยไปเลยก็ได้ และหลายโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นเหมือนรัฐบาลไทยไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดขึ้นในโลก หลายโครงการไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้แต่โครงการอีอีซี ก็สวนทางกันไปหมด หากรัฐบาลยังบริหารแบบไม่รู้ทิศทางแบบนี้ต่อไป ประชาชนทั้งประเทศจะเป็นหนี้มากขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางก็ล้มหายตายจาก ตายแล้วตายอีก

วันนี้โลกกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจ เราต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ วันนี้จึงอยากเสนอให้รัฐบาลรีบเชื่อมเวียงจันทร์กับชายแดนไทยที่จังหวัดหนองคายก่อน รีบสร้างสะพานแห่งที่ 2 และสะพานรถไฟภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสินค้าไทยที่จะส่งออกไปจีน รวมทั้งเจรจา 3 ฝ่ายไทย จีนและลาว เพื่ออำนวยความสะดวกการลำเลียงสินค้า

วันนี้ชายแดนไทยที่จังหวัดหนองคายกำลังเป็นประตูมังกร ต้อนรับจีนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลจะต้องเป็นผู้เปิดประตูเพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน โดยที่ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนและเกษตรกรได้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างไร พร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อใช้โอกาสนี้ในการช่วยเหลือประชาชน หากไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไรก็ควรจะลาออกจากตำแหน่งไปตั้งแต่วันนี้

+ Thailand Land of SCAM ดินแดนแห่งกลโกง

ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย ชี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง กลับกันมีแต่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ และไม่คุ้มครองประชาชน แม้จะมีกรอบวงเงินวางไว้มากกว่า 3,000 ล้านบาทอยู่ก็ตาม

สังเกตได้จากการที่รัฐมีระบบโครงสร้างดิจิทัลที่อ่อนแอ จนเกิดการรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเป็นจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังเป็นการหลุดข้อมูลในส่วนของภาครัฐ เช่น TCAS หรือ โรงพยาบาลของภาครัฐเอง ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายและมีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 250 ล้านบาท

น่าเศร้ากว่านั้นผู้ได้รับความเสียหายยังไม่เคยได้รับการดูแลจากภาครัฐ จนอาจกล่าวได้ว่าถูก ‘ทิ้งไว้กลางทาง’ ไม่มีการช่วยเหลือหรือติดตามคดีให้แก่ผู้เสียหาย จนไม่อาจกล่าวได้อีกต่อไปว่าประเทศไทยตอนนี้คือ ‘Thailand Land of Smile’ แต่กลับกลายเป็น ‘Thailand Land of SCAM’ เสียมากกว่า

– – – – –

+ ลอยแพประชาชน เผชิญอาชญากรรมไซเบอร์

สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ส.ส.กทม. ระบุว่า ปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันมีทั้งการโจรกรรมข้อมูล ส่งข้อความ SMS ปลอมเพื่อหลอกลวงผู้ใช้โทรศัพท์โอนเงิน หรือใช้เทคโนโลยีดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารออนไลน์ จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อมากกว่า 1,600 คน มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงประเทศ

ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจะพบว่าคดีอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น อาชญากรยุคใหม่มีความรู้จะใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันสารพัดวิธี หลอกลวงคนสร้างความผู้เสียหายทั่วประเทศ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์นี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กสทช.) ต้องตอบให้ชัดว่ามีนโยบายอย่างไรในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ไม่ใช่การปราบปรามที่ปลายเหตุ ทำไม่ไม่หาทางป้องกันแต่เริ่มต้น และทำไมต้องกลายเป็นภาระของประชาชนที่จะต้องระมัดระวังและเผชิญกับปัญหาเองลำพัง

– – – – –

+ น้ำมันแพง ค่าไฟแพง แพงทั้งแผ่นดิน

กิตติกร โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง ชี้ว่า ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตของแพงทั้งแผ่นดิน ราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นด้วย ขณะนี้มีข่าวว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะปรับค่าเอฟที ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากขึ้นอีก แม้จะมีความจำเป็น เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงจากพลังงานต่างๆ สูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณาเรื่องจำนวนไฟสำรองที่ประเทศไทยมีสูงมากในปัจจุบัน มาช่วยทำให้ค่าไฟลดลง แม้จะต้องใช้เวลาก็ต้องดำเนินการเพื่ออนาคต สำหรับค่าเอฟที ขณะนี้รัฐบาลพยายามตรึงราคาไว้ แต่หลักๆ คือเรื่องเชื้อเพลิงที่ควรพิจารณาให้เหมาะสม ซึ่งยังมีเชื้อเพลิงอีกหลายตัวที่ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าต้นทุนค่าไฟ อาทิ ถ่านหิน ที่อาจช่วยดึงค่าเอฟที ให้ลงมาได้ สำหรับในส่วนของพลังงานทดแทน ต้นทุนยังแพงอยู่ สำหรับการส่งเสริมเอฟที รัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจน รวมทั้งการพิจารณาทำโครงการนำร่อง กับรถโดยสารสาธารณะในเมือง หรือการให้หน่วยงานราชการปรับใช้รถอีวีในการนำร่อง ส่งสัญญาณกับพี่น้องประชาชนถึงการเปลี่ยนแปลง

– – – – –

+ รัฐบาลโกง ประชาชนจน ประเทศเจ๊ง ทางออกเดียวคือประยุทธ์ต้องลาออกหรือยุบสภา

ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส. เชียงใหม่ อภิปรายด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง เล่าถึงความล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์จันทร์โอชา โดยเริ่มกล่าวว่าตลอด 8 ปีของรัฐบาลประยุทธ์ ประชาชนไม่เคยเห็นความสามารถของนายกรัฐมนตรีเลย ก่อนการรัฐประหาร ประชาชนเฝ้ารอรถไฟฟ้าความเร็วสูง แต่กลับได้รถถังแทน

ถึงทุกวันนี้รัฐบาลทำเศรษฐกิจตกต่ำ แพงทั้งแผ่นดิน พังทั้งแผ่นดิน แพงจนพัง แพงทุกอย่าง สินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันรถแพง น้ำมันปาล์มก็แพง ทุกวันนี้ตลาดมีคนขายมากกว่าคนซื้อ

เมื่อน้ำมันแพงก็ส่งผลถึงราคาสินค้า

ราคาเฟ้อแต่เงินฝืด กำลังซื้อลดลง ถ้าเศรษฐกิจดีราคาสินค้าขึ้นจะไม่มีผลมากนัก แต่ตอนนี้เศรษฐกิจประเทศเราดิ่งเหวชะลอตัวอย่างมาก สินค้าที่ขึ้นราคาจึงเป็นการซ้ำเติมประชาชน รัฐบาลต้องผลักดันเศรษฐกิจให้พัฒนาและฟื้นขึ้น ทัศนีย์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีไม่เชียวชาญเรื่องเศรษฐกิจพูดอะไรมั่วไปหมด จึงอยากทราบว่าพลเอกประยุทธ์อ่านตำราเล่มใด จะซื้อแล้วเอาไปเผาทิ้งให้หมด จะได้ถือว่าไม่เป็นการส่งองค์ความรู้ที่ผิดพลาด แต่มีหนึ่งสิ่งที่นายกรัฐมนตรีถนัดคือ คนเฟ้อ จ่ายซื้อคนด้วยกล้วยที่เฟ้อมาก

การท่องเที่ยวพัง ทัศนีย์ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ที่พึ่งพาอุตสหกรรมท่องเที่ยวกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่สถานที่ท่องเที่ยวกลับเงียบสนิท ถนนนิมมานเหมินทร์เงียบจนบางวันสามารถนั่งสมาธิได้ สวนเสือปางช้างค่าอาหารสัตว์ยังไม่มีเลย และยังอีกหลายธุรกิจที่ยังไม่ได้พูดถึง

ทัศนีย์สรุปการอภิปรายได้ว่า รัฐบาลโกง ประชาชนจน ประเทศเจ๊ง ทางออกเดียวที่นำเสนอ คือขอให้นายกรัฐมนตรีเลิกทำตัวเป็นบัวใต้น้ำ ยอมรับความจริงว่าตัวเองไร้ประสิทธิภาพ โดยทัศนีย์ได้เตรียมจดหมายลาออกให้กับนายกรัฐมนตรีไว้เรียบร้อย รอเพียงแค่พลเอกประยุทธ์เซ็นต์เท่านั้น ถึงจะหยุด ความพังของประเทศ

– – – – –

+ หนี้สาธารณะเกือบ 10 ล้านล้านบาท แต่คนไทยกลับจนลง

วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ ชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศด้วยการกู้เงิน กระทรวงการคลังรายงานวา่ ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะใกล้เต็มเพดานหนี้ 60% รัฐบาลก็ขยายเพดานเงินกู้ไปเป็น 70% ขณะนี้่ประเทศมีหนี้สาธารณะเกือบ 10 ล้านล้านบาท แต่ประชาชนคนไทยกลับจนลง รัฐบาลต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าเมื่อไรประเทศไทยจะจะหมดนี้ และเมื่อไรคนไทยจะหายจน อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมาคนจนกลับเพิ่มมากขึ้น คนว่างงานตกงานก็สูงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศถดถอย นักลงทุนต่างประเทศไม่กล้าลงทุน จำนวนการลงทุนจากเดิมที่ 2 ล้านล้าน เหลือเพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท ประชาชนไม่มีรายได้ แต่ละวันไม่มีรายรับมีแต่รายจ่าย

– – – – –

+ รัฐบาลสัญญาหาเสียงลวง

ชนก จันทาทอง ส.ส. หนองคาย อภิปรายประเด็นราคาสินค้าเกษตรตกต่ำชนิดที่ชาวนาขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เก็บเกี่ยว อธิบายก่อนว่าวันนี้เกษตรไทยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 63 มีจำนวนกว่า 8 ล้านราย กว่าครึ่งในจำนวนนี้คือชาวนา พรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำของรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ว่า ราคาข้างต้องอยู่ที่กิโลกรัมละ 18,000 บาท แต่กว่า 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เห็นเลยว่ารัฐบาลจะทำตามนโยบายได้ ทำไม่ได้ไม่พอ แต่ยิ่งอยู่ ราคาสินค้าเกษตรยิ่งตกต่ำ ค่าครองชีพ-ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคยิ่งสูงขึ้น

ชนกยังตั้งคำถามที่ประชาชนฝากมาถามพลเอก ประยุทธ์ ผ่านประธานสภาว่า ทำไมข้าวที่คนไทยต้องกิน 3 มื้อต่อวันถึงราคาถูก แต่ค่าปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สหุงต้ม เนื้อหมู ไข่ไก่ และอื่นๆ กลับขึ้นเอาๆ ไม่แปลกใจว่าทำไมสังคมจึงยิ่งเหลื่อมล้ำสูง ก็เพราะการเมืองมีแต่เอื้อนายทุน

.

คำถามที่ฝากถาม ทำไมข้าวที่คนไทยกิน 3 เวลา ถึงราคาถูก แต่ค่าปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส เนื้อหมู ขึ้นราคาได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเราเหลื่อมล้ำสูง เพราะการเมืองเอื้อต่อนายทุน อีกหนึ่งคำถามก็คือ นโนบายประกันราคาข้าว เป็นประโยชน์ต่อชาวนาหรือเป็นเพียงการนำเงิน ‘เข้ากระเป๋าซ้าย ออกกระเป๋าขวา’ กันแน่

+ จากหมอชนะ ไทยชนะ สู่หายนะและมรณะทั้งประเทศ

ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส. อุบลราชธานี อภิปรายความล้มเหลวของรัฐบาล โดนเน้นให้นายกรัฐมนตรี ตาสว่างมองเห็นปัญหาสังคม และค้นพบว่าตัวเองคือปัญหาของประเทศนี้ ตลอดเวลา 25 ปีของการเป็น ส.ส. ต่อให้รวมเงินกู้จากทุกนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่เท่า ลุงตู่นักกู้แห่งอาเซียน

จากการบริหารประเทศมา 8 ปี ส่งผลให้เกิด คนจนมากขึ้นถึง 20 ล้านคน ความสงบจบที่ลุงตู่จริงๆ คนไทยมีปัญหาในทุกมิติ บ้านแตกซาแหรกขาด ยาเสพติดระบาด ค่าครองชีพสูงรายได้ต่ำ

เป็นการบริหารประเทศแบบมองไม่เห็นคนจน หากเปรียบเทียบประเทศเป็นต้นไม้ สิ่งที่ต้องทำคือการรดน้ำที่ราก ทำให้คนที่อยู่ร่างสุดแข็งแรง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแรง

แต่พลเอกประยุทธ์กลับรดน้ำแต่ที่ใบ ไม่ลงไปถึงราก มีแต่นโยบายช่วยเจ้าสัว แล้วหวังว่าคนรวยจะมาช่วยคนจนซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

รัฐบาลประยุทธ์ทำคนติดโควิด 2,000,000 คน เริ่มจาก หมอชนะ ไทยชนะ หายนะ มรณะ

ฝากถึงพลเอกประยุทธ์ให้ลาออก ให้ประชาชนไทยได้ตัดสินใจในชีวิตของตัวเอง ว่ายังจะอยากมีผู้นำเป็นใครและมีชีวิตอย่างไร

– – – – –

+ เร่งกฎหมายประมง ช่วยพี่น้องประมงเดือดร้อน

พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เสนอรัฐบาลรีบนำร่าง พ.ร.บ.การประมง ทั้ง 5 ร่างเข้าสภา เพื่อคืนชีวิตชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายประมงฉบับประยุทธ์ เล่าว่ากว่า 8 ปีแล้วที่พี่น้องเกษตรกรชาวประมงได้รับความเดือดร้อนจากกฎหมาย พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 ที่ใช้เพื่อการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) แต่กลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้กระทบต่อชาวประมงเป็นจำนวนมาก ชาวประมงจำนวนมากต้องหยุดเดินเรือเพราะไม่มีเงินเพียงพอที่จะปรับปรุงเรือให้เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ หลายรายต้องเลิกกิจการ ทั้งยังส่งผลให้ประเทศสูญเสียรายรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท

ขอยืนยันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา โดยการนำร่างพ.ร.บ. การประมง ทั้ง 5 ฉบับ (อ่านที่นี่: https://bit.ly/3rlvy7k) เข้าไปหารือในสภา ย้ำว่าเป็นร่างกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยจัดทำโดยคุยกับชาวประมงอย่างรอบด้านและทำด้วยความเข้าใจปัญหา โดยหากไม่เร่งแก้ไขปัญหา จะสูญเสียเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท ชาวประมงจะไม่สามารถกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกเลย

– – – – –

+ วิกฤตน้ำขาดแคลน เกษตรกรความทุกข์ยาก

.

นพพล เหลืองทองนารา ส.ส. พิษณุโลก บอกเล่าตนมาในฐานะผู้แทนของพี่น้องชาวเกษตรกรกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ โดยตั้งคำถามว่า พลเอกประยุทธ์มองประชาชนชาวเกษตรกรอยู่ในลำดับไหนของชั้นสังคม เพราะตลอดที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์มักไม่เคยจริงจังต่อการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตเกษตรเลยสักครั้ง ‘ให้ทหารปลูกผักชี’ หรือ ‘ให้ขายข้าวที่ดาวอังคาร’

“ท่านพลเอกประยุทธ์ล้อเล่นกับชีวิตคนเป็นล้านได้อย่างไร”

นพพล ยังตั้งคำถามไปยังกรมชลประทาน ที่ยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤตขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรได้ แม้ในยุทธ์ศาสตร์ชลประทาน 2560 – 2564 จะเขียนชัดเจนว่า ความจุน้ำสำหรับการทำเกษตรจะต้องเพิ่มปริมาณความจุตลอด 5 ปี แต่ความจริงกลับปรากฎว่ากรมชลประทานกลับทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ แต่กลับได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี

สุดท้ายนี้นพพลยังทิ้งท้ายทวงถามถึงเรื่องเงินชดเชยจากการน้ำท่วมที่ยังไม่ประชาชนหลายครัวเรือนยังได้ไม่ครบ

– – – – –

+ 7 ปีแห่งการปฏิรูปเกษตรล้มเหลว สิ้นหวัง ไร้ความหวัง

เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี อภิปรายประเด็นความล้มเหลวด้านการปฏิรูปเกษตรตลอด 7 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปและดำเนินนโยบายทางเกษตรที่ทำให้ราขาข้าวตกต่ำที่สุด การส่งออกข้าวลด หมูแพงที่สุดในโลก หมูและวัวติดโรคโดยที่รัฐบาลละเลยปกปิดความจริงไม่เร่งดำเนินการ ค่าปุ๋ยดีดตัวสูง เป็นการปฏิรูปที่ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเลย ชีวิตเกษตรกรมีแต่ตกต่ำ สิ้นหวัง ไร้ความหวัง

บทความที่เกี่ยวข้อง