กมธ.การพาณิชย์ฯ สส.ลุยผลักดันจัดระเบียบล้ง-ดึงงบ 300 ล้านซับน้ำตาชาวสวน ห่วงทุเรียนไทยถูกจีนตีกลับ สูญตู้ละ 3 ล้าน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ตนได้เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาข้อมูลกรณีทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน ตรวจพบสารปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนส่งออกของไทย พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (เซ็นทรัลแล็บ) เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ที่อาคารรัฐสภา
นายสัมฤทธิ์ ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ส่งออกทุเรียนไทยประสบปัญหาอย่างหนัก แม้จะพยายามตรวจคัดกรองและส่งแล็บตรวจสอบอย่างเข้มงวดก่อนขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ แต่เมื่อสินค้าไปถึงปลายทางที่ประเทศจีน กลับถูกตรวจพบ “สารแคดเมียม” ในทุเรียน ทำให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ ซึ่งทุเรียนที่ส่งออกเป็นทุเรียนคัดเกรดทั้งหมด เมื่อถูกปฏิเสธจากปลายทาง ผู้ประกอบการต้องสูญเสียรายได้ทันทีตู้ละ 2-3 ล้านบาท ลามไปถึงกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ให้สินเชื่อส่งออก ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ตอนนี้ผู้ประกอบการกังวลมาก แม้ฤดูกาลนี้ทุเรียนใกล้จะหมดแล้ว แต่ในอนาคตอาจไม่ได้มีแค่ทุเรียน อาจลามไปสินค้าเกษตรชนิดอื่น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงแนวทางแก้ไขระยะยาว

นายเอกชัย สืบสารคาม ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคกล้าธรรม ในฐานะกรรมาธิการ เปิดเผยว่า ชาวสวนและล้งทุเรียนต่างป้องกันตัวเองเต็มที่ มีผลแล็บรับรองว่าดินไม่มีแคดเมียม เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงเอาเงิน 3 ล้านไปทิ้ง แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือ ระบบสุ่มตรวจของไทยสุ่มอย่างไรถึงไม่เคยเจอเลย แต่ไปถึงจีนกลับสุ่มเจอทุกผลและเจอหลายล้งเป็นวงกว้าง
“ตอนส่งออกท่านเฮกันบอก ผ่าน ผ่าน ผ่าน พอไปถึงปลายทางบอกไม่ผ่าน แล้วปล่อยให้เขาไปอุทธรณ์เอาเอง ท่านกำลังลอยแพเกษตรกร ทุเรียนตีกลับก็ไม่ได้ ตรวจก็ไม่ผ่าน เงินกองอยู่ตรงนั้น เขาต้องเป็นหนี้เป็นสินมหาศาล ตอนนี้เกษตรกรนอนร้องไห้กันกี่คนแล้ว ต้องรอให้มีข่าวผูกคอตายก่อนหรือเปล่าถึงจะแก้ปัญหา?” นายเอกชัย กล่าว
นอกจากนี้ นายเอกชัยยังตั้งคำถามทิ้งท้ายถึงความโปร่งใสในกระบวนการอุทธรณ์ที่บางล้งผ่านแบบมีเงื่อนงำ พร้อมจี้ให้หน่วยงานรัฐเร่งหาข้อเท็จจริงเชิงลึก และจัดทำมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ไม่ให้ต้องเผชิญชะตากรรมถูกลอยแพเช่นนี้อีกในอนาคต
นอกจากนี้ นายเอกชัยยังตั้งคำถามทิ้งท้ายถึงความโปร่งใสในกระบวนการอุทธรณ์ที่บางล้งผ่านแบบมีเงื่อนงำ พร้อมจี้ให้หน่วยงานรัฐเร่งหาข้อเท็จจริงเชิงลึก และจัดทำมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ไม่ให้ต้องเผชิญชะตากรรมถูกลอยแพเช่นนี้อีกในอนาคต
นายสัมฤทธิ์ ระบุว่า ครั้งนี้เป็นการรับฟังปัญหาจากทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกร่วมกัน เนื่องจากผู้ประกอบการและชาวสวนไม่รู้ขั้นตอนทางเทคนิค รู้เพียงว่าตรวจผ่านจากฝั่งไทยแต่ไปถูกตีกลับที่จีน ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมและผลักดันข้อเสนอทั้งหมดส่งต่อไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันโครงการช่วยเหลือค่าตรวจแล็บ ค่าตรวจ GAP และ GMP ให้กับล้งและเกษตรกร จากค่าตรวจตู้ละ 4,000 บาท จะเหลือเพียง 2,000 บาทเท่านั้น ซึ่งรัฐจัดงบประมาณกองไว้ให้ถึง 300 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับมีคนมาใช้สิทธิ์เพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันงบประมาณและกำลังพลของกรมวิชาการเกษตร ที่มักจะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงฤดูกาลส่งออกของภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการ “สวมสิทธิ์ทุเรียน” ทำให้เจ้าหน้าที่ด่านต้องตรวจตู้คอนเทนเนอร์ วันละ 600-700 ตู้ แต่เจ้าหน้าที่มีไม่ถึง 100 คน อีกทั้งทางคณะกรรมาธิการเตรียมลงพื้นที่ผลักดันและสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเร่งจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน และดึงล้งต่างๆ เข้าสู่ระบบกฎหมายให้ถูกต้อง เพื่อดึงงบประมาณเยียวยา 300 ล้านบาทมาใช้ซับน้ำตาคนทำทุเรียน และแก้ปัญหากำลังพลภาครัฐเพื่อกู้ภาพลักษณ์ผลไม้ไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง.


ใหม่ อิทธิพันธ์ บัวทอง
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย อดีตบรรณาธิการบริหารข่าวช่อง 8 RS mall หมายเลข 27 , อดีตบรรณาธิการบริหารสถานีโทรทัศน์ true4U ดิจิตอลทีวี, กรรมการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย อดีตผู้อำนวยการข่าว PostTV, อดีตบรรณาธิการข่าว TPBS อดีตรองผู้อำนวยฝ่ายข่าว TNN24 อดีตบรรณาธิการข่าวการเมืองสถานีข่าว TNN24 และASTV อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์วัฏจักร
